แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
กฎหมายครอบครัว –การตั้งครรภ์แทนและกฎหมายการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
สถานะบุตรจากการตั้งครรภ์แทนและประโยชน์สูงสุดของเด็ก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2199/2561
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทนที่เกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับ คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลไทยสามารถนำหลักกฎหมายที่มีอยู่มาปรับใช้กับความสัมพันธ์ทางครอบครัวรูปแบบใหม่ โดยให้ความสำคัญทั้งกับความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมและประโยชน์สูงสุดของเด็ก
บทความน่าสนใจ:
ผู้ร้องเป็นบิดาทางพันธุกรรมของเด็ก โดยใช้อสุจิของตนร่วมกับไข่จากผู้บริจาค และนำตัวอ่อนไปฝังในหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน เด็กเกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2558 ก่อนกฎหมายว่าด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีผลใช้บังคับในวันที่ 30 กรกฎาคม 2558ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้กฎหมายในขณะนั้นจะยังไม่มีบทบัญญัติโดยตรงรองรับสถานะของผู้ร้อง แต่สามารถนำบทเฉพาะกาลมาตรา 56 มาใช้ในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง ประกอบกับผู้ร้องมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมกับเด็ก จึงมีสิทธิยื่นคำร้องให้เด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของตนได้
ในส่วนของอำนาจปกครอง ศาลเห็นว่า แม้หญิงที่ตั้งครรภ์แทนจะเป็นผู้ให้กำเนิดและมีสถานะเป็นมารดา แต่ศาลสามารถสั่งให้อำนาจปกครองอยู่กับบิดาเพียงฝ่ายเดียวได้ โดยพิจารณาจากความผาสุกและประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญคำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า ในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงสถานะทางชีวภาพหรือข้อความในสัญญาเท่านั้น แต่ยังพิจารณาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม การเลี้ยงดู และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการกำหนดทั้งสถานะความเป็นบุตรและอำนาจปกครอง
การอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ ความผิดสำเร็จแม้ยังไม่ตั้งครรภ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4071/2566
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยศาลฎีกาได้วางหลักว่า ความผิดฐานดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้าอาจเป็นความผิดสำเร็จได้ แม้หญิงที่รับจ้างตั้งครรภ์แทนจะยังไม่ได้ตั้งครรภ์จริงก็ตาม
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้จำเลยร่วมกันว่าจ้างหญิงหลายคนให้รับตั้งครรภ์แทน และดำเนินการพาหญิงเหล่านั้นไปตรวจมดลูก เตรียมความพร้อม รวมถึงนำไปฝังตัวอ่อน เพื่อส่งมอบเด็กให้แก่ผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจำเลยต่อสู้ว่า ในบางกรณีหญิงที่รับจ้างยังไม่ได้ตั้งครรภ์ จึงยังไม่ครบองค์ประกอบความผิด หรืออย่างมากควรถือเป็นเพียงการพยายามกระทำความผิดศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่า เมื่อมีการดำเนินการทางการแพทย์ครบถ้วนถึงขั้นตรวจเตรียมมดลูกและฝังตัวอ่อนแล้ว ย่อมถือว่าได้ “ดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทน” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 แล้ว ส่วนการที่ตัวอ่อนจะเจริญและเกิดการตั้งครรภ์ต่อไปเป็นกระบวนการทางธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องรอให้หญิงตั้งครรภ์จริงก่อน ความผิดจึงสำเร็จตั้งแต่ขั้นตอนดังกล่าวคำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า กฎหมายไทยให้ความสำคัญกับการควบคุมการตั้งครรภ์แทนเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ขั้นตอนการดำเนินการทางการแพทย์ มิได้รอจนเกิดการตั้งครรภ์หรือมีเด็กเกิดขึ้นจริง ผู้ที่จัดหา ว่าจ้าง หรือดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า จึงอาจมีความผิดสำเร็จได้ตั้งแต่มีการดำเนินการทางการแพทย์ครบถ้วนตามลักษณะของการตั้งครรภ์แทน
