แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

กฎหมายครอบครัว – การตั้งผู้พิทักษ์และผู้อนุบาล


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2566

สรุปแนวคำพิพากษา:
เมื่อบุคคลไม่สามารถดูแลตนเองหรือจัดการทรัพย์สินของตนได้ กฎหมายเปิดโอกาสให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็น คนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาลเข้ามาดูแล อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ผู้ที่ยื่นคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลจะสามารถจัดการทรัพย์สินแทนบุคคล ดังกล่าวได้ทันทีหรือไม่ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนหลักกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของผู้อนุบาลได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2566 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถและให้อยู่ใน ความอนุบาลของผู้ร้องพร้อมทั้งขอ อนุญาตทำนิติกรรมแทนนางมาลีเกี่ยวกับที่ดิน บ้าน อาวุธปืน รถจักรยานยนต์ และเงินฝาก โดยอ้างว่า จำเป็นต้องนำทรัพย์สินไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นางมาลีเป็นคนไร้ความสามารถ และแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลแต่ยกคำขอส่วนที่ให้อนุญาต ทำนิติกรรมแทน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจัดการทรัพย์สินหรือทำนิติกรรมแทนคนไร้ความสามารถเป็นอำนาจของผู้อนุบาลเท่านั้น โดยผู้อนุบาลจะมีอำนาจ เมื่อศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนไร้ความสามารถและแต่งตั้งผู้อนุบาลแล้วขณะผู้ร้องยื่นคำร้อง ศาลยังไม่มีคำสั่งดังกล่าว ผู้ร้องจึง ยังไม่มีฐานะเป็นผู้อนุบาลและไม่มีอำนาจขอให้ศาลอนุญาต ทำนิติกรรมแทนนางมาลีได้ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวางหลักว่า ผู้มีสิทธิขออนุญาตจัดการทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถต้องเป็นผู้อนุบาลที่ได้รับ การแต่งตั้งโดยศาลแล้วเท่านั้น การยื่นคำร้องขอเป็นผู้อนุบาลพร้อมกับขออนุญาตทำนิติกรรมแทนในคราวเดียวกัน จึงไม่อาจกระทำได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2551

สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีดังกล่าวเป็นคดีที่ชวนตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของผู้ไร้ความสามารถในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในสถานการณ์ ที่ต้องเร่ง ใช้สิทธิทางศาล แต่ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อนุบาลอย่างเป็นทางการ ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากมีการฟ้องคดีแทนผู้ไร้ความสามารถ ก่อนศาลมีคำสั่งตั้งผู้อนุบาล การฟ้องคดีนั้นจะถือว่าใช้ไม่ได้เลย หรือยังสามารถแก้ไขให้สมบูรณ์ภายหลังได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลต่อทั้งสิทธิของผู้เสียหายและความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาคดี

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2551 คดีนี้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันจนกายพิการ สมองได้รับความกระทบกระเทือน และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ภริยาของโจทก์จึงยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์ แต่ในขณะยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยศาลยังไม่ได้มีคำสั่งในคำร้อง ดังกล่าวต่อมาหลังจากยื่นฟ้องแล้ว ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางวินิจฉัยว่าอาการของโจทก์เข้าลักษณะบุคคลวิกลจริตตามกฎหมายจึงมีคำสั่งให้โจทก์เป็นคนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความอนุบาลของภริยา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อโจทก์เป็นผู้ไร้ความสามารถ การดำเนินคดีแทนโจทก์ต้องกระทำโดยผู้อนุบาล แต่ในขณะยื่นฟ้องยังไม่มีคำสั่งตั้งภริยาเป็นผู้อนุบาล จึงเป็นความบกพร่องใน เรื่องความสามารถในการดำเนินคดีเท่านั้นไม่ใช่กรณีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะสิทธิเรียกร้องจากละเมิดยังเป็นสิทธิของโจทก์โดยตรงเมื่อภายหลังศาลมีคำสั่งตั้งภริยาเป็นผู้อนุบาลแล้ว ภริยาย่อมมีอำนาจทำการแทนโจทก์ และความบกพร่องในการฟ้องคดีที่มีมาแต่ต้นก็ได้รับการแก้ไขให้สมบูรณ์ตามกฎหมายคำพิพากษานี้วางหลักว่า การตั้งผู้อนุบาลมีความสำคัญต่อการดำเนินคดีแทนผู้ไร้ความสามารถ หากมีการฟ้องคดีก่อนศาล ตั้งผู้อนุบาลการฟ้องนั้นไม่ถึงกับเสียไปทั้งหมด แต่ถือเป็นข้อบกพร่องเรื่องความสามารถ ซึ่งสามารถแก้ไขได้เมื่อศาล มีคำสั่งตั้งผู้อนุบาลแล้ว


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6939/2537

สรุปแนวคำพิพากษา:
เป็นคดีที่สะท้อนความขัดแย้งในครอบครัวเกี่ยวกับการดูแลผู้ไร้ความสามารถได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีทั้งคู่สมรส และบุตรที่ต่างก็ต้องการเข้ามามีบทบาทในการดูแล ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ศาลควรยึดหลักให้คู่สมรสเป็นผู้อนุบาล เพียงคนเดียวตามกฎหมาย หรือเปิดทางให้บุตรเข้ามาเป็นผู้อนุบาลร่วมเพื่อช่วยดูแลทั้งตัวบุคคลและทรัพย์สินได้หรือไม่

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6939/2537 คดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของนายวิมล ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่านายวิมลเป็นคนไร้ความสามารถ และขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล เนื่องจากนายวิมลมีอาการสมองเสื่อม พูดเลอะเลือน เดินไม่ได้ และมีทรัพย์สินหลายแปลงที่ต้องดูแลรักษา ผู้คัดค้านซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวิมลคัดค้านว่า ตนเป็นผู้ดูแลนายวิมลมาโดยตลอด และสามารถสื่อสารกับนายวิมลได้ ส่วนผู้ร้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดหลายปีแล้ว และไม่สามารถดูแลหรือสื่อสารกับนายวิมลได้ จึงขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลเพียงคนเดียวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463 หากศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถคู่สมรส อีกฝ่ายย่อมเป็นผู้อนุบาลก่อน เว้นแต่มีผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอ และมีเหตุสำคัญ ศาลจึงจะตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลได้ ดังนั้น หลักเบื้องต้นคือต้องตั้งคู่สมรสเป็นผู้อนุบาลเพียงคนเดียวก่อน การตั้งคู่สมรสและบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลร่วมกันจึงไม่สอดคล้องกับ บทบัญญัติดังกล่าว ส่วนเหตุผลเรื่องการให้ผู้ร้องมาช่วยดูแลทรัพย์สินนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ใช่เหตุจำเป็น เพราะการจัดการสินสมรสของคนไร้ความสามารถมีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว หากเป็นการจัดการทรัพย์สินสำคัญตามกฎหมาย ผู้อนุบาลต้องขออนุญาตศาลก่อน จึงไม่มีเหตุสมควรตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลร่วมกับผู้คัดค้านคำพิพากษานี้วางหลักว่า เมื่อศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถ คู่สมรสอีกฝ่ายควรเป็นผู้อนุบาลก่อนเพียงคนเดียว เว้นแต่มีเหตุสำคัญจึงจะตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลได้ การตั้งบุตรหรือบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาลร่วมกับคู่สมรส โดยไม่มีเหตุสำคัญเพียงพอ ย่อมไม่สอดคล้องกับกฎหมาย