แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

การรับบุตรบุญธรรม (ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ)


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2537

สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายเรื่อง “การรับบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย” และผลทางมรดกที่เกิดขึ้นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/25 และมาตรา 1599 โดยเฉพาะประเด็นว่าการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมที่ “คู่สมรสไม่ให้ความยินยอม” จะมีผลสมบูรณ์หรือไม่ และบุตรบุญธรรมที่เกิดจากการจดทะเบียนเช่นนั้นจะมีสิทธิในมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมหรือไม่

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 472/2537 โจทก์ทั้งสองอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จึงมีสิทธิได้รับมรดก และฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก รวมทั้งขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดก อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในวันที่ผู้ตายจดทะเบียนรับโจทก์ทั้งสองเป็นบุตรบุญธรรมผู้ตายมีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว แต่ภริยามิได้ให้ความยินยอมในการจดทะเบียนดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1584 (กฎหมายเดิม) กำหนดให้ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมซึ่งมีคู่สมรสอยู่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน เว้นแต่คู่สมรสวิกลจริตหรือสูญหายไปไม่น้อยกว่าหนึ่งปี เมื่อภริยาของผู้ตายไม่ได้ให้ความยินยอมการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมจึงไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้ตายกับโจทก์ทั้งสองในฐานะบุตรบุญธรรม ส่งผลให้โจทก์ทั้งสองไม่มีฐานะเป็นทายาท และไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายศาลฎีกายืนยันว่า การรับบุตรบุญธรรมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะการได้รับความยินยอมจากคู่สมรส หากขาดเงื่อนไขดังกล่าวการรับบุตรบุญธรรมย่อมไม่สมบูรณ์และไม่ก่อให้เกิดสิทธิทางมรดกแก่ผู้ที่อ้างตนเป็นบุตรบุญธรรม แม้จะมีการจดทะเบียนไว้ก็ตาม


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2526

สรุปแนวคำพิพากษา:
การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมโดยทั่วไปต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีอำนาจตามกฎหมาย แต่หากผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดาที่จะให้ความยินยอมได้ ย่อมเกิดปัญหาว่าผู้ประสงค์จะรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมต้องดำเนินการอย่างไร และต้องยื่นคำร้องต่อศาลใด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2526 จึงเป็นคำพิพากษาที่วางแนวทางสำคัญเกี่ยวกับการนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มาใช้ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2591/2526 คดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองประสงค์จะรับเด็กชายอัมพรพงษ์ ผู้เยาว์ เป็นบุตรบุญธรรม แต่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ เนื่องจากผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดาที่จะให้ความยินยอม โดยบิดาเป็นคนสาบสูญ และมารดาซึ่งเคยมี อำนาจปกครองได้ถึงแก่กรรมแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเห็นว่าต้องมีคำสั่งศาลอนุญาตก่อนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม พ.ศ. 2522 ไม่ได้กำหนดวิธีดำเนินการในกรณีที่ผู้เยาว์ไม่มีผู้ให้ความยินยอม จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/21 มาใช้โดยให้ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ ร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งอนุญาตให้รับบุตรบุญธรรมในคดีนี้ ผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้ปกครองตามกฎหมาย จึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล ส่วนผู้ร้องที่ 2 แม้เป็นสามีของผู้ร้องที่ 1 และเป็นลุงเขยของผู้เยาว์ แต่ไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรม จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า การรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมยังสามารถดำเนินการได้ แม้ผู้เยาว์จะไม่มีบิดามารดาให้ความยินยอม แต่ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขออนุญาตก่อน โดยศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ไว้ไต่สวน และมีคำสั่งใหม่ ส่วนคำร้องของผู้ร้องที่ 2 ให้ยกเสีย เพราะไม่ใช่ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2521

สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีที่สะท้อนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรับบุตรบุญธรรม ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสิทธิในทรัพย์สินและมรดกของผู้ตาย คดีนี้จึงน่าสนใจในแง่ของการตีความกฎหมายเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม และบทบาทของสถานะดังกล่าวต่อการเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2521 คดีนี้ผู้ตายถึงแก่กรรมโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ เดิมศาลได้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากขณะนั้นยังไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีทายาทอันดับหนึ่ง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าตนเป็นบุตรบุญธรรม โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย จึงเป็นทายาทอันดับหนึ่งและมีสิทธิรับมรดกแต่ผู้เดียว พร้อมทั้งขอให้ศาลถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดก และตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกแทนผู้คัดค้านโต้แย้งว่า การจดทะเบียนรับผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมไม่สมบูรณ์ เพราะการให้ความยินยอมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ถูกต้อง แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมายในขณะนั้นกำหนดเพียงว่าการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสเท่านั้น ไม่ได้บังคับว่าคู่สมรสต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเอง ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานบันทึกไว้ว่าคู่สมรสได้มีหนังสือให้ความยินยอมแล้วย่อมเพียงพอ และการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์ตามกฎหมายเมื่อผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายผู้ร้อง จึงมีฐานะเป็นทายาทอันดับหนึ่งมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายแต่ผู้เดียวส่วนผู้คัดค้านไม่ได้เป็นทายาทและไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกจึงไม่มีสิทธิจัดการมรดกต่อไปศาลสามารถถอดถอนผู้จัดการมรดกได้แม้ผู้จัดการมรดกจะไม่ได้กระทำความผิดก็ตามคำพิพากษานี้วางหลักว่า การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการรับบุตรบุญธรรมไม่จำเป็นต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเอง หากมีหนังสือให้ความยินยอมและเจ้าพนักงานบันทึกไว้ ย่อมทำให้การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมสมบูรณ์ตามกฎหมาย และบุตรบุญธรรมย่อมมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทอันดับหนึ่ง