แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

การเลือกปฏิบัติหรือการคุกคามในที่ทำงาน

การเลือกปฏิบัติหรือการคุกคามในที่ทำงาน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5324/2538

สรุปแนวคำพิพากษา:
ถือเป็นประเด็นสำคัญในคดีแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อมีการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างบางรายอย่างไม่เป็นธรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5324/2538 ได้วางแนวทางไว้ว่า แม้ลูกจ้างจะกระทำผิด เช่น การลงนามรับรองความสมควรในการเดินอากาศทั้งที่ไม่มีใบอนุญาต แต่หากพนักงานคนอื่นกระทำแบบเดียวกันแล้วไม่ถูกลงโทษ การเลิกจ้างเฉพาะบุคคลย่อมถือเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อลูกจ้างรายนั้นเคยร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมจากนายจ้าง การเลิกจ้างในลักษณะนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

บทความน่าสนใจ:
ในคดีนี้ ลูกจ้างดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานช่างภาคพื้นดิน ได้ลงนามรับรองความสมควรในการเดินอากาศ แม้ขณะนั้นใบอนุญาตจะขาดต่ออายุ โดยพนักงานคนอื่น ๆ ก็เคยกระทำเช่นเดียวกันแต่ไม่ถูกดำเนินการทางวินัย กลับเป็นลูกจ้างรายนี้ที่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนและเลิกจ้าง สืบเนื่องจากลูกจ้างเคยยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศาลฎีกาเห็นว่า การที่นายจ้างเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างรายเดียว ทั้งที่พฤติการณ์ไม่แตกต่างจากพนักงานคนอื่น ถือเป็นการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม และขาดเหตุอันสมควรที่เพียงพอในการเลิกจ้าง การเลิกจ้างจึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม และลูกจ้างมีสิทธิได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานคำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นธรรมในการใช้ดุลพินิจของนายจ้างต้องอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และต้องมีเหตุผลชัดเจน มิฉะนั้นย่อมตกเป็นฝ่ายละเมิดสิทธิของลูกจ้างได้

นายจ้างเลือกปฏิบัติโดยการเปลี่ยนกะทำงานเพื่อกดดันลูกจ้างถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 993/2546

สรุปแนวคำพิพากษา:
นายจ้างมีสิทธิกำหนดรูปแบบการทำงานตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง แต่เมื่อการใช้สิทธินั้นกลายเป็นการกดดันลูกจ้างที่ใช้สิทธิตามกฎหมาย ย่อมเป็นการละเมิดต่อหลักความเป็นธรรมและกฎหมายแรงงาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 993/2546 ได้วางแนวทางสำคัญว่าการเปลี่ยนเวลาทำงานของลูกจ้างเฉพาะกลุ่มที่ยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัท เป็นการเลือกปฏิบัติที่เข้าข่ายกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121(1) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 แม้จะอ้างอิงข้อบังคับของบริษัทก็ตาม หากขัดต่อพฤติการณ์และหลักความเป็นธรรมโดยรวม ศาลย่อมสามารถรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างได้

บทความน่าสนใจ:
บริษัทนายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างทำงาน 3 กะตามข้อบังคับ แต่ในทางปฏิบัติใช้ระบบ 2 กะมาโดยตลอด โดยมีช่วงล่วงเวลาที่ทำให้ลูกจ้างมีรายได้เพิ่มขึ้น ต่อมาเมื่อกลุ่มลูกจ้าง 181 คนยื่นข้อเรียกร้องต่อบริษัท นายจ้างได้โน้มน้าวให้บางส่วนถอนชื่อออก และมอบหมายให้เฉพาะกลุ่มที่ยังคงยืนยันข้อเรียกร้อง 35 คนทำงานในระบบ 3 กะ ขณะที่กลุ่มอื่นยังคงทำงาน 2 กะตามเดิมการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องได้รับผลกระทบทั้งด้านรายได้และสวัสดิการ และไม่สามารถทำงานล่วงเวลาได้ ส่งผลต่อสภาพการทำงานและชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน แม้บริษัทจะอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามสิทธิของนายจ้างภายใต้ข้อบังคับการทำงาน แต่ศาลเห็นว่าการเปลี่ยนกะเฉพาะกลุ่มลูกจ้างที่มีบทบาทในการใช้สิทธิแรงงานมีเจตนากลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามมาตรา 121(1) แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และเห็นว่าคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่ให้ลูกจ้างกลับไปทำงานตามระบบเดิมเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

การคุกคามทางเพศในที่ทำงาน แม้เป็นเพียงคำพูดก็อาจเป็นละเมิด


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11610/2553

สรุปแนวคำพิพากษา:
การทำงานร่วมกันในองค์กร นอกจากนายจ้างและลูกจ้างจะต้องปฏิบัติตามหน้าที่ในการทำงานแล้ว ทุกฝ่ายยังต้องเคารพสิทธิ ศักดิ์ศรี และความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นด้วย โดยเฉพาะพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสัมผัสร่างกายเท่านั้น แต่รวมถึงคำพูดและการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมด้วย ดังปรากฏใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11610/2553

บทความน่าสนใจ:
ในคดีนี้ โจทก์เป็นพนักงานหญิงที่ถูกหัวหน้างานใช้ถ้อยคำดูหมิ่นทางเพศ เช่น “อยากดูดนมจัง” และแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง เช่น การจ้องหน้าอกและพูดเกี่ยวกับเรื่องเพศบ่อยครั้ง แม้โจทก์จะร้องเรียนต่อบริษัท แต่กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือเยียวยา กลับถูกมองว่าเป็นผู้ก่อปัญหาแทนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของหัวหน้างานเป็นการคุกคามในที่ทำงานที่เข้าข่ายการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของโจทก์อย่างรุนแรง ถือเป็นการกระทำโดยเจตนาผิดคลองธรรม และเป็นการละเมิดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่สำคัญ บริษัทในฐานะนายจ้างมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของลูกจ้าง เมื่อทราบถึงพฤติกรรมของหัวหน้างานแล้วไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันหรือลงโทษ ถือว่าละเลยต่อหน้าที่และต้องร่วมรับผิดกับหัวหน้างานด้วยคำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า ความรุนแรงในที่ทำงานไม่จำเป็นต้องมีการทำร้ายร่างกาย การคุกคามทางวาจาหรือท่าทีเหยียดหยามที่ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกหวาดกลัวหรืออับอาย ก็อาจเข้าข่ายละเมิดได้เช่นกัน

การลาออกเพราะถูกคุกคาม ถือเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรม


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1059/2560

สรุปแนวคำพิพากษา:
การคุกคามทางเพศในที่ทำงานเป็นการเลือกปฏิบัติและละเมิดศักดิ์ศรีของลูกจ้าง ซึ่งกฎหมายคุ้มครองแรงงานห้ามนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชากระทำโดยเด็ดขาด หลายคนอาจเข้าใจว่าการเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงคดีละเมิดที่มีอายุความสั้น แต่คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้วางหลักสำคัญว่า การคุกคามทางเพศโดยนายจ้างหรือหัวหน้างานอาจเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ทำให้ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าเสียหายภายใต้อายุความที่แตกต่างออกไป

บทความน่าสนใจ:
ในคดีนี้ ลูกจ้างหญิงคนหนึ่งถูกหัวหน้าฝ่ายผลิตดุด่าว่ากล่าวด้วยถ้อยคำหยาบคายเป็นเวลานาน ทั้งในที่ประชุมและต่อหน้าคนอื่น จนทำให้เกิดความรู้สึกอับอายและเสื่อมศักดิ์ศรี แม้บริษัทจะอ้างว่าไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ศาลเห็นว่าพฤติกรรมของหัวหน้างานดังกล่าวถือเป็นการคุกคามและก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ลูกจ้าง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ลูกจ้างมีสิทธิลาออกได้ และการลาออกในลักษณะนี้ถือเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงาน ลูกจ้างจึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า สิทธิในศักดิ์ศรีและความปลอดภัยทางจิตใจเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นธรรมในสถานที่ทำงาน และการปกป้องลูกจ้างจากการคุกคามในทุกรูปแบบ ย่อมอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายแรงงาน

การคุกคามทางเพศในที่ทำงาน ไม่ใช่แค่ละเมิด แต่เป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8379/2550

สรุปแนวคำพิพากษา:
การคุกคามทางเพศในที่ทำงานเป็นการเลือกปฏิบัติและละเมิดศักดิ์ศรีของลูกจ้าง ซึ่งกฎหมายคุ้มครองแรงงานห้ามนายจ้างหรือผู้บังคับบัญชากระทำโดยเด็ดขาด หลายคนอาจเข้าใจว่าการเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงคดีละเมิดที่มีอายุความสั้น แต่คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้วางหลักสำคัญว่า การคุกคามทางเพศโดยนายจ้างหรือหัวหน้างานอาจเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ทำให้ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าเสียหายภายใต้อายุความที่แตกต่างออกไป

บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ โจทก์อ้างว่าหลังย้ายมาเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการและผู้บังคับบัญชาได้กระทำการล่วงเกินทางเพศและบังคับให้มีความสัมพันธ์ โดยโจทก์ยอมเพราะเกรงว่าจะได้รับผลกระทบต่อหน้าที่การงาน จนไม่สามารถทนทำงานต่อไปได้และต้องลาออก ก่อนฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนายจ้างศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 16 ซึ่งห้ามนายจ้าง ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ควบคุมงานคุกคามทางเพศลูกจ้าง นอกจากจะเป็นการกระทำละเมิดแล้ว ยังถือเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานอีกฐานหนึ่ง เพราะนายจ้างมีหน้าที่จัดให้ลูกจ้างทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องฐานผิดสัญญาจ้างไว้เป็นการเฉพาะ จึงใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ทำให้การฟ้องคดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความคำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การคุกคามทางเพศในที่ทำงานไม่ใช่เพียงการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ยังเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานของนายจ้างด้วย ลูกจ้างจึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากนายจ้างได้ และสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมีอายุความ 10 ปี หากกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ อันเป็นหลักประกันสำคัญในการคุ้มครองลูกจ้างจากการเลือกปฏิบัติและการคุกคามในสถานที่ทำงาน