แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
จัดการมรดก-การเลือกผู้จัดการมรดก
การตั้งผู้จัดการมรดกร่วมเพื่อประโยชน์แห่งกองมรดก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1257/2538
สรุปแนวคำพิพากษา:
การตั้งผู้จัดการมรดกมิได้พิจารณาเพียงความใกล้ชิดกับเจ้ามรดกหรือความรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้น แต่ศาลต้องใช้ดุลพินิจ พิจารณาถึงความเหมาะสมและประโยชน์ของทายาทกับกองมรดกเป็นสำคัญ
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาฎีกาที่ 1257/2538 คดีนี้ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจากผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม และมีทรัพย์มรดก ได้แก่ บ้าน เงินฝาก ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นที่ยังไม่พบ ต่อมาผู้คัดค้านซึ่งเป็นภริยาของผู้ตาย ขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าตนอยู่ใกล้ชิดกับผู้ตาย ทราบที่ตั้งทรัพย์มรดกและเจตนาของผู้ตายศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตั้งผู้จัดการมรดกต้องพิจารณาจากความเหมาะสมตามพฤติการณ์ มิใช่เพียงการอยู่ใกล้ชิดกับเจ้ามรดก ผู้ร้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การที่ผู้คัดค้านทราบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือความประสงค์ของผู้ตาย ไม่ใช่เหตุ เพียงพอที่จะให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว การให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านร่วมกันจัดการมรดก ย่อมเป็นประโยชน์ แก่ทายาทและกองมรดกมากกว่า ส่วนข้อโต้แย้งเกี่ยวกับที่ดินและบ้านว่าไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้น ศาลเห็นว่าเป็นประเด็น นอกเหนือจากคำขอ เนื่องจากคดีนี้มีเพียงประเด็นว่าบุคคลใดเหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ไม่ใช่การวินิจฉัยว่าทรัพย์สิน ใดเป็นมรดกหรือไม่ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน โดยเห็นว่าการจัดการร่วมกันสามารถ คุ้มครองประโยชน์ ของทายาทและกองมรดกได้ดีกว่าการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2567
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับอำนาจของผู้จัดการมรดกร่วมในการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนสู่กองมรดก โดยมีประเด็นสำคัญว่า เมื่อศาลตั้ง ผู้จัดการมรดกหลายคน การฟ้องคดีต้องให้ผู้จัดการมรดกทุกคนร่วมลงชื่อหรือร่วมฟ้องพร้อมกันหรือไม่ หรือเพียงมีมติเห็นชอบตาม เสียงข้างมากก็เพียงพอ
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2567 คดีนี้ โจทก์และผู้ตายอยู่กินฉันสามีภริยาและร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมบ้าน แต่จดทะเบียนให้จำเลย ซึ่งเป็นน้องของผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทน เนื่องจากผู้ตายถือสัญชาติมาเลเซียและยังไม่ได้รับสัญชาติไทย นอกจากนี้ยังมีเงินส่วนที่ เหลือ จากการซื้อทรัพย์ดังกล่าวอยู่กับจำเลยอีกจำนวนหนึ่ง ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์และพี่น้องของ ผู้ตายอีกคนหนึ่ง เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน โจทก์จึงฟ้องเรียกที่ดิน บ้าน และเงินพิพาทในส่วนของผู้ตายคืนสู่กองมรดก จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจ ฟ้อง เพราะเป็นเพียงผู้จัดการมรดกร่วม ไม่ได้ฟ้องร่วมกับ ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎหมายกำหนดว่า หากมีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกให้ถือเสียงข้างมาก แต่ไม่ได้บังคับ ว่าผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมลงชื่อหรือร่วมกระทำการพร้อมกันทุกครั้ง เพราะการจัดการมรดกบางอย่างโดย สภาพไม่จำเป็นต้องทำ พร้อมกันทุกคน เช่น การฟ้องคดี การต่อสู้คดี การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก หรือการติดตามทรัพย์สินคืนสู่กอง มรดก ในคดีนี้ แม้ผู้จัดการ มรดกอีกคนหนึ่งไม่ได้เป็นโจทก์ร่วมโดยตรง แต่ได้แต่งตั้งทนายความ และผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนิน การเกี่ยวกับการจัดการมรดกแทน และตัวแทนดังกล่าวได้ร่วมประชุมกับโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก โดยมีมติให้ฟ้องเรียกทรัพย์สิน คืนจากจำเลย การดำเนินการดังกล่าว จึงถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากแล้ว ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก ร่วมจึงมีอำนาจฟ้องเรียกที่ดิน บ้าน และเงินพิพาทในส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลย เพื่อนำกลับเข้าสู่กองมรดกและแบ่งปันแก่ ทายาทตามกฎหมายคำพิพากษานี้วางหลักว่า หากมีผู้จัดการมรดกหลายคน การจัดการมรดกไม่จำเป็นต้องให้ทุกคน ร่วมลงชื่อหรือร่วมฟ้องคดีพร้อมกัน เสมอไป หากมีมติหรือความยินยอมของผู้จัดการมรดกตามเสียงข้างมากแล้ว ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งย่อมมีอำนาจฟ้องคดีเพื่อ รวบรวม ทรัพย์สินคืนสู่กองมรดกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628/2567
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับอำนาจของผู้จัดการมรดกร่วมในการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนสู่กองมรดก โดยมีประเด็นสำคัญว่า เมื่อศาลตั้งผู้จัดการมรดกหลายคน ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งจะฟ้องคดีได้หรือไม่ หากผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งไม่ได้เป็นโจทก์ร่วม แต่มีการรู้เห็นหรือยินยอมให้ดำเนินคดี
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2628/2567คดีนี้ โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์และน้องสาวของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ทรัพย์สินพิพาท ได้แก่ เงินในบัญชี หน่วยลงทุน ห้องชุด และที่ดิน ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองไว้แทนผู้ตาย โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์สินดังกล่าวคืน โดยขอให้จำเลย คืนเงินและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกับที่ดินให้แก่โจทก์และ กองมรดกของผู้ตาย จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ในฐานะผู้จัดการมรดก เพราะมีผู้จัดการมรดกหลายคน แต่โจทก์ไม่ได้ฟ้อง ร่วมกับผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีผู้จัดการมรดกหลายคน การทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกให้ถือเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 1726 แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าผู้จัดการมรดกทุกคนต้องร่วมลงชื่อหรือร่วมดำเนินการทุกครั้ง เพราะโดย สภาพของการจัดการมรดก บางเรื่องไม่อาจทำพร้อมกันทุกคนได้ และบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกัน เช่น การฟ้องคดี การต่อสู้คดี การติดตามทรัพย์สิน หรือการรับชำระหนี้แทนกองมรดก ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการประชุมผู้จัดการมรดก เพื่อพิจารณาการเรียกทรัพย์สินของผู้ตายคืนจากผู้ที่ถือครองไว้ และที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการฟ้องเรียกทรัพย์คืน อีกทั้งผู้จัดการ มรดกอีกฝ่ายได้แต่งตั้งตัวแทนเข้าร่วมประชุม และรับรู้ถึงการดำเนินการดังกล่าวโดยไม่ได้คัดค้าน พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่า ผู้จัดการมรดกร่วมอีกฝ่ายรู้เห็นและยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีเพื่อรวบรวมทรัพย์สินของผู้ตายเข้าสู่กองมรดก ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้อง เรียกเงิน หน่วยลงทุน ห้องชุด และที่ดินส่วนของผู้ตายคืนจากจำเลย จึงเป็นการจัดการมรดกร่วมกันโดยเสียงข้างมากแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้คำพิพากษานี้วางหลักว่า ผู้จัดการมรดกร่วมไม่จำเป็นต้องร่วมลงชื่อหรือร่วมฟ้องคดีทุกคนเสมอไป หากมีมติ เห็นชอบ หรือพฤติการณ์ที่แสดงว่าผู้จัดการมรดกอีกฝ่ายรู้เห็นและยินยอมให้ดำเนินคดี ย่อมถือว่าเป็นการจัดการมรดกโดยเสียงข้าง มากตามกฎหมาย ผู้จัดการมรดกคนหนึ่งจึงมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนเข้าสู่กองมรดกได้
