แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อสังหาริมทรัพย์-ขับไล่
“อำนาจฟ้องขับไล่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ : การแยกสิทธิครอบครองระหว่างโฉนดสองแปลงและหลักผู้รับประโยชน์บุคคลภายนอก”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2561
สรุปแนวคำพิพากษา:
แม้คู่ความจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในอนาคต แต่สิทธิที่จะได้รับโอน กรรมสิทธิ์ตามสัญญา มิได้ทำให้ผู้รับประโยชน์กลายเป็นเจ้าของที่ดินในทันที คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดง ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “สิทธิเรียกร้องตามสัญญา” กับ “กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์” รวมถึงหลักการฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองที่ดิน ซึ่งต้องพิจารณาจากสถานะทางกฎหมายของที่ดินแต่ละแปลง และสิทธิของผู้รับประโยชน์ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความประกอบกัน.
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2561 คดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิในที่ดิน 2 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 93 และ 95 โดยโจทก์อ้างว่าเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลง แม้โฉนดเลขที่ 95 จะยังมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ก็ตาม เนื่องจากในคดีก่อนคู่ความได้ ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยจำเลยตกลงโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ให้แก่โจทก์เมื่อได้รับชำระเงินตามข้อตกลงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลได้ทุกประการ ย่อมรวมถึง อำนาจในการยื่นฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) แม้ไม่ได้ระบุชื่อจำเลย หรือข้อหาที่จะฟ้องโดยละเอียด การระบุหมายเลขคดีภายหลังเป็นเพียงการเพิ่มเติมรายละเอียด ไม่ทำให้การมอบอำนาจเสียไปสำหรับที่ดิน โฉนดเลขที่ 93 ศาลเห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชัดแจ้ง และเมื่อจำเลยได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมแล้ว มีหน้าที่ต้องคืนที่ดินดังกล่าวการที่จำเลยยังครอบครองอยู่จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่ได้ส่วนที่ดิน โฉนดเลขที่ 95 แม้โจทก์จะมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ขณะเกิดคดียังมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และยังไม่ปรากฏว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์เนื่องจากโจทก์ยังไม่ได้ไปรับโอนตามข้อตกลง จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินแปลงนี้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ โดยให้จำเลยออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 93 ได้ แต่ยกฟ้องในส่วนที่ขอขับไล่จากที่ดินโฉนดเลขที่ 95 ทั้งนี้โจทก์ยังคงมีสิทธิบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว
“ซื้อคอนโดก่อนกฎหมายใหม่ แต่โดนฟ้องขับไล่ : ศาลฎีกาชี้ผู้เช่าซื้อเดิมมีสิทธิก่อน นิติบุคคลผู้ซื้อภายหลังฟ้องไม่ได้”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9990/2560
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีนี้เป็นข้อพิพาทขับไล่จากห้องชุดที่สะท้อนปัญหาซื้อขายคอนโดระหว่าง “ผู้จะซื้อเดิม” กับ “ผู้ซื้อภายหลัง” ว่าใครมีสิทธิเหนือกว่ากัน และโยงกับเรื่องความสุจริตในการรับโอนกรรมสิทธิ์โดยตรง
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9990/2560 จำเลยได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดพิพาทกับบริษัทผู้ขายตั้งแต่ปี 2549 และชำระเงิน ดาวน์รวมทั้งราคาห้องชุดครบถ้วนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 มาตรา 6/2 มีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้ผู้ขายจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ตนได้ต่อมาโจทก์ซื้อห้องชุดดังกล่าวในปี 2554 และมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียน แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้รับมอบห้องชุดและพักอาศัยอยู่มาตั้งแต่ปี 2551 โจทก์ซึ่งเข้าซื้อภายหลังย่อมทราบหรือควรทราบว่ามีบุคคลอื่นครอบครองอยู่ แต่กลับ ไม่ได้สอบถามถึงเหตุแห่งการครอบครอง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่าโจทก์ซื้อห้องชุดมาโดยไม่สุจริตแม้ผู้ซื้อจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามทะเบียน แต่หากได้ทรัพย์มาโดยไม่สุจริต ย่อมไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์เพื่อฟ้องขับไล่ผู้มีสิทธิดีกว่าได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิอยู่อาศัยในบ้านบนที่ดินมรดก โดยมีประเด็นสำคัญว่า เมื่อผู้ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัยรื้อบ้าน เดิมแล้วปลูกบ้านใหม่ขึ้นแทน สิทธิอาศัยเดิมจะยังคงอยู่หรือไม่ และผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้หรือไม่
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551 คดีนี้นายประมุขเป็นเจ้าของที่ดินพร้อมบ้าน และได้อนุญาตให้นายไฮ้กับจำเลยที่ 1 อยู่อาศัยในบ้านดังกล่าว ต่อมานายประมุขถึงแก่ความตายและโจทก์ทั้งสองได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนายประมุขภายหลังจำเลยทั้งสองได้รื้อบ้านเดิมและปลูกบ้านหลังใหม่ขึ้นบนที่ดิน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสองศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การอยู่อาศัยที่นายประมุขอนุญาตให้นายไฮ้และจำเลยที่ 1 อยู่นั้น แม้จะเป็นบุคคลสิทธิที่อาจใช้ยันผู้จัดการมรดกได้ แต่สิทธิอาศัยตามกฎหมายต้องมีโรงเรือนเป็นวัตถุแห่งสิทธิ เมื่อจำเลยทั้งสองรื้อบ้านเดิมซึ่งเป็นโรงเรือนไปแล้วสิทธิอาศัยย่อมสิ้นลง เพราะไม่มีโรงเรือนเดิมให้ใช้สิทธิอาศัยอีกต่อไป การที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านใหม่ขึ้นภายหลังโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งสอง ไม่ทำให้เกิดสิทธิอาศัยขึ้นใหม่ บ้านที่ปลูกขึ้นจึงเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นของเจ้าของ ที่ดิน ทั้งยังถือเป็นการปลูกโรงเรือนในที่ดินของผู้อื่นโดยไม่สุจริตเมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีสิทธิในที่ดินและบ้านหลังใหม่ โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกตาม ที่จำเป็นรวมถึงฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากที่ดินและบ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวก่อนคำพิพากษานี้วางหลักว่า สิทธิอาศัยย่อมผูกพันกับโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้อยู่อาศัย เมื่อโรงเรือนเดิมถูกรื้อไป สิทธิอาศัยย่อม สิ้นสุดลงการปลูกบ้านใหม่บนที่ดินของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมไม่ก่อให้เกิดสิทธิอาศัยใหม่ และผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องขับไล่เพื่อจัดการทรัพย์มรดกได้
