แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
คดีหย่า-ค่าเลี้ยงดูคู่สมรสหลังจากการหย่า
คดีหย่าต่างชาติกรณีคู่ความเป็นคนต่างชาติทั้งสองฝ่ายและขอบเขตค่าอุปการะเลี้ยงดูเมื่อยังไม่หย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557
สรุปแนวคำพิพากษา:
หากคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติทั้งสองฝ่ายและมาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะใช้กฎหมายใดในการพิจารณา และหากยังไม่มี การหย่า คู่สมรสยังมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกันอยู่หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้บังคับและ ขอบเขตสิทธิในการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสไว้อย่างชัดเจน
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557 เป็นคดีที่โจทก์ชาวไอร์แลนด์เหนือและจำเลยชาวสกอตแลนด์ ซึ่งสมรสกันใน สหราชอาณาจักร โจทก์ฟ้องหย่าโดยอ้างว่าจำเลยส่งข้อความดูหมิ่นตนและบุพการีอย่างร้ายแรง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่สมรส ทั้งสองฝ่ายยอมรับการหย่า ศาลไทยย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 แต่การจะพิพากษาให้หย่าได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าเหตุที่อ้างเข้าหลักเกณฑ์เหตุหย่าตามกฎหมายไทยหรือไม่นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยเห็นว่าสิทธิและหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเกิดจากสถานะการสมรส และย่อมสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ไม่ใช่เมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสมรสใหม่ศาลจึงแก้คำพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย จนกว่าการสมรสระหว่างคู่ความจะสิ้นสุดลงคำพิพากษานี้ยืนยันว่า แม้คู่สมรสจะเป็นชาวต่างชาติแต่เมื่อฟ้องคดีในประเทศไทย ศาลไทยต้องพิจารณาเหตุหย่าตาม หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสยังคงมีอยู่ตราบใดที่การสมรสยังไม่สิ้นสุดโดยไม่อาจกำหนด ให้สิทธิดังกล่าวสิ้นสุดเพราะการสมรสใหม่ของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2540
สรุปแนวคำพิพากษา:
หากการหย่าเป็นเพราะเพราะความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่าย หนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือจากการงานที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส สามารถขอให้ฝ่ายที่ต้อง รับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ โดยศาลจะใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาการให้เมื่อพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของคู่สมรสเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คู่สมรสฝ่ายที่จ่ายค่าเลี้ยงชีพให้คู่สมรสอีกฝ่าย หนึ่งกลับมีสภาพ ฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่า ศาลมีอำนาจสั่งแก้ไขในเรื่องค่าเลี้ยงชีพ โดยสามารถให้คู่สมรส ฝ่ายนั้นงดจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่อีกฝ่ายได้
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4685/2540 โจทก์และจำเลยหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษา ตามยอม ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นจำนวนร้อยละ 35 ของเงินเดือนทุกเดือนตลอดไป ต่อมาจำเลย ได้ปฏิบัติตามข้อตกลง ดังกล่าว เป็นเวลานานกว่า 14 ปี ก่อนยื่นคำร้องขอให้งดการจ่ายค่าเลี้ยงชีพ โดยอ้างว่าฐานะ ทางการเงินของทั้งสองฝ่าย เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างมากศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพหลังการหย่าเป็นการขยายหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู ระหว่างสามีภริยา ออกไปภายหลัง การสมรสสิ้นสุดลง ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายและมีผลใช้บังคับได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดโอกาส ให้ศาลพิจารณาแก้ไขภาระ ดังกล่าวได้ หากปรากฏว่าฐานะ รายได้ หรือความสามารถในการเลี้ยงชีพ ของคู่กรณี เปลี่ยนแปลงไปเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้ว ศาลพบว่า โจทก์มีทรัพย์สินหลายรายการ และมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น กว่าขณะหย่า ขณะที่จำเลยมีรายได้จากเงินเดือนเป็นหลัก ต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวใหม่และมีหนี้สินจำนวนหนึ่ง ส่งผลให้ปัจจุบัน จำเลยมีฐานะด้อยกว่าโจทก์ศาลฎีกาจึงวางหลักสำคัญว่า ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าแม้จะกำหนดไว้โดยสัญญาหรือคำพิพากษาตามยอม ก็ไม่ใช่สิทธิที่ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ตลอดกาล หากสภาพเศรษฐกิจของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไข หรือเพิกถอนภาระดังกล่าวได้ และในคดีนี้ได้สั่งให้จำเลยงดจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์ต่อไป.ที่มา : http://deka.supremecourt.or.th
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552
สรุปแนวคำพิพากษา:
หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่อุปการะเลี้ยงดู คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ แต่ถ้าไม่ได้มีการฟ้องหย่า ก็ยังคงสามารถฟ้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา สามารถเรียกจากกันได้หากฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอในการเลี้ยงชีพ
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552 คดีนี้โจทก์และจำเลยยังเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย แต่แยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์และไปอยู่กินกับหญิงอื่น ต่อมาจำเลยเลิกส่งเงินเลี้ยงดูหลังเกษียณอายุราชการ ขณะที่โจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีอาชีพและไม่มีรายได้จึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1598/38 กำหนดให้สามีภริยาต้องช่วยเหลือ อุปการะเลี้ยงดูกันตามฐานะและความสามารถ หากฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการเลี้ยงดูย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แม้มิได้ฟ้องหย่าเมื่อการแยกกันอยู่มิใช่ความผิดของโจทก์ และโจทก์ไม่มีรายได้ส่วนจำเลยยังมีรายได้จากบำนาญ และมีความสามารถใน การอุปการะเลี้ยงดู ศาลจึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู และกำหนดจำเลยชำระเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปที่มา : http://deka.supremecourt.or.th
