แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
อำนาจปกครองบุตร-ค่าเลี้ยงดูบุตร
เงินเลี้ยงลูกต้องมาก่อน: ศาลฎีกาตัดสินชัด หนี้นอกระบบไม่สามารถอ้างเพื่อเลี่ยงสัญญาหย่าได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562
สรุปแนวคำพิพากษา:
การหย่าอาจยุติความสัมพันธ์ของสามีภรรยา แต่ไม่อาจยุติหน้าที่ของความเป็นบิดามารดาได้ หากผู้มีหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูบุตร ประสบปัญหาทางการเงิน หรือมีหนี้สินกับอดีตคู่สมรส จะสามารถอ้างเหตุเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าเลี้ยงดูหรือขอหัก กลบลบหนี้ได้หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562 ได้วางหลักสำคัญว่า สิทธิในค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจถูกลดทอนหรือกระทบด้วยภาระหนี้ส่วนตัวของบิดามารดาได้
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่965/2562 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน โดยตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาส่งค่าอุปการะเลี้ยงดู บุตรสองคนเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าบุตรจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และรับผิดชอบค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเล่าเรียน และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 ต่อมาจำเลยชำระเงินไม่ครบและหยุดชำระ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่าย ทางการศึกษาที่ค้างชำระจำเลยอ้างว่าถูกออกจากงาน มีภาระหนี้สิน และมีหนี้ครัวเรือนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิด จึงขอหักกลบลบหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวรับฟังไม่ได้ เพราะจำเลยเริ่มผิดนัดชำระก่อนถูกออกจากงาน อีกทั้งยังได้รับเงินจากการออกจากงาน แต่ไม่นำมาปฏิบัติตามสัญญาหย่า ส่วนหนี้ครัวเรือนไม่มีการบันทึกไว้ในสัญญาหย่า จึงไม่กระทบต่อหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร นอกจากนี้ สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์ จำเลยจึงไม่อาจนำหนี้ที่อ้างว่าโจทก์มีต่อจำเลย มาหักกลบลบหนี้ได้คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาหย่ามีผลผูกพัน ผู้มีหน้าที่ชำระไม่อาจอ้างภาระหนี้ ส่วนตัวหรือหนี้ระหว่างอดีตคู่สมรสมาเป็นเหตุไม่ชำระหรือหักกลบลบหนี้ได้ เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็น สิทธิเฉพาะตัวของบุตร และเป็นหน้าที่สำคัญของบิดามารดาตามกฎหมาย
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นหนี้ที่บิดาและมารดาต้องรับผิดชอบร่วมกัน หากไม่ได้ตกลงไว้เป็นอย่างอื่น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7108/2551
สรุปแนวคำพิพากษา:
กรณีตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงเป็นหลักเกณฑ์สำคัญสำหรับผู้ปกครองที่กำลังจะหย่า หรือหย่าแล้ว ว่า หากไม่ได้หน้าที่ความรับผิดไว้เป็นสัญญา บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรร่วมกันอย่างลูกหนี้ร่วม และแม้จะมีการจ่ายเงินเพื่อการศึกษา ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ชำระค่าอุปการะให้กับฝ่ายที่ดูแลบุตร คดีนี้จึงแสดงให้เห็นหลักกฎหมายที่ศาลปรับใช้และการสร้างความเป็นธรรมให้กับฝ่ายที่รับหน้าที่ดูแลบุตร
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า บิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ดูแล หรือบุตรอาศัยอยู่กับฝ่ายใดหากไม่มีข้อตกลงให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับผิดชอบฝ่ายเดียว อีกฝ่ายยังต้องร่วมรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วมกันตาม มาตรา 296 แม้จำเลยจะอ้างว่าได้ออกค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาไปแล้ว ก็ไม่สามารถใช้ข้อนี้เพื่อปฏิเสธค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ เนื่องจากเป็นคนละส่วนกัน และแม้จำเลยจะมีรายได้มากกว่าโจทก์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ความรับผิดในการเลี้ยงดูต้องคำนึงถึงประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ ทั้งนี้ศาลสามารถกำหนดหรือแก้ไขจำนวนได้ตาม มาตรา 1598/38 และ 1598/39ศาลจึงมีคำพิพากษาให้จำเลยต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรทั้งสองเดือนละ 8,000 บาทต่อคน แต่ต่อมาเมื่อมีพฤติการณ์ว่าบุตรคนเล็กกลับมาอาศัยอยู่กับจำเลย ศาลจึงตัดภาระนี้นับแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นไป ทำให้จำเลยไม่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนเล็กให้แก่โจทก์
การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2697/2548
สรุปแนวคำพิพากษา:
หลายท่านเข้าใจว่าหน้าที่พ่อแม่จบลงเมื่อมีการหย่าและลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้เผยให้เห็นว่าภาระในการเลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นหน้าที่ร่วมกันที่ตามติดพ่อแม่แม้ชีวิตสมรสจะสิ้นสุด หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงลำพังก็มีสิทธิเรียกคืนจากอีกฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมายและอายุความที่ชัดเจน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่บิดามารดาทุกคนควรศึกษาโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีข้อตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูหลังหย่า
บทความน่าสนใจ:
พิพากษาศาลฎีกานี้เกิดจากกรณีที่โจทก์ (มารดา) เลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หลังหย่าโดยลำพัง โดยไม่มีการตกลงกันในทะเบียนหย่าว่ามารดาต้องรับผิดชอบค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่เพียงผู้เดียวเมื่อลูกทั้งสามบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลย (อดีตสามี) เรียกคืนค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง จำเลยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีขาดอายุความ แต่ศาลฎีกายืนยันว่า มาตรา 1564 และ 1565 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดให้พ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรร่วมกันหากฝ่ายใดจ่ายฝ่ายเดียว ย่อมฟ้องอีกฝ่ายเพื่อแบ่งภาระได้ตามมาตรา 229(3)ศาลวินิจฉัยว่า การเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังมีอายุความ 5 ปี นับจากวันที่เริ่มชำระ ไม่ใช่คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างผู้เยาว์กับผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอายุความเพียง 1 ปี ผลสุดท้าย ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังแก่โจทก์จำนวน 76,602 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
การฟ้องหย่าโดยไม่มีเหตุเพียงพอ ศาลยกฟ้องและสั่งให้จ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2561
สรุปแนวคำพิพากษา:
เป็นคดีหย่าที่สะท้อนความซับซ้อนของชีวิตคู่ที่ศาลฎีกากลับไม่เห็นด้วยกับการฟ้องหย่าของฝ่ายสามีทั้งที่อ้างว่าภรรยาเป็นฝ่ายสร้างปัญหาให้ชีวิตตนจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดกลับพบว่าฝ่ายภรรยาเป็นผู้ถูกทอดทิ้งและพยายามรักษาครอบครัวไว้ คดีนี้จึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับคดีครอบครัวที่ศาลมองเกินกว่าคำกล่าวอ้าง และให้ความสำคัญกับพฤติกรรมและความพยายามของคู่สมรสในความเป็นจริง
บทความน่าสนใจ:
โจทก์ทันตแพทย์ชายฟ้องหย่าภรรยาโดยอ้างว่าไม่ได้รับความสงบในชีวิตคู่ และถูกภริยาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจนไม่สามารถดำรงสถานะสมรสต่อไปได้แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในชั้นศาลกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า โจทก์หายออกจากบ้านนาน 3 เดือนโดยไม่ติดต่อกับครอบครัวเลย ภรรยาเป็นผู้ตามหาสามีที่ย้ายไปเปิดคลินิกที่ภูเก็ตทั้งยังเดินทางไปอยู่ด้วยหลายครั้ง และทั้งสองยังมีเพศสัมพันธ์กันแม้โจทก์อ้างว่า “ไม่เป็นปกติ” แต่ศาลเห็นว่าเพศสัมพันธ์ย่อมเกิดจากความยินยอมโดยเฉพาะฝ่ายชายที่หากไม่สมัครใจย่อมเป็นไปไม่ได้โจทก์ยังอ้างว่าภริยารบกวนการเรียน และทำให้เสียชื่อเสียงจากการไปพบโจทก์ที่ห้องเรียนแพทย์เฉพาะทาง แต่ศาลกลับเห็นว่าการแสดงตัวในฐานะภรรยา และไม่ได้กระทำการใดให้โจทก์เสียหาย มีแต่จำเลยซึ่งถูกนางสาว ก. ที่อาศัยอยู่กับโจทก์ในคลินิก ใช้กำลังทำร้ายต่อหน้าตำรวจ ละพูดท้ายคำที่ทำให้จำเลยเสียหายศาลจึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่า และยังต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาเดือนละ 20,000 บาทตามความสามารถและฐานะ และให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยเพราะจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งเรื่องเลี้ยงดูโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
สิทธิการฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพ และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรภายหลังการหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8151/2560
สรุปแนวคำพิพากษา:
ในการหย่าร้างไม่เพียงทำให้สถานะและหน้าที่ของคู่สมรสสิ้นสุดลง แต่ยังก่อให้เกิดสิทธิตามกฎหมายได้ เช่น สิทธิในการเรียกขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร การเรียกขอค่าเลี้ยงชีพ หรือสิทธิในการขอให้ศาลสั่งให้อำนาจปกครองบุตรอยู่ที่ตนเพียงฝ่ายเดียว ในคำพิพากษาฎีกาที่ 8151/2560 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การหย่าที่เกิดจากความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นส่งผลต่อสิทธิในการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และค่าเลี้ยงชีพมากน้อยเพียงใด
บทความน่าสนใจ:
ในคดีนี้ โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และได้ดูแลบุตรจนบรรลุนิติภาวะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะ โจทก์จึงหมดหน้าที่ในการเลี้ยงดูประเด็นสำคัญอยู่ที่ค่าเลี้ยงชีพของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายถูกฟ้องหย่า แม้โดยหลักการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 คู่สมรสที่ยากจนลงเพราะการหย่าอาจเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพได้ แต่หากการหย่านั้นเกิดจากความผิดของตนเอง เช่น ในฎีกานี้ที่จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิธิในการเรียกค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ อย่างไรก็ดีศาลเห็นว่าในระหว่างก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าจำเลยยังมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ และสิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูแม้มิได้ขอศาล ศาลก็มีอำนาจให้ได้ตามมาตรา 1598/38
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสามารถเรียกได้ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7345/2560
สรุปแนวคำพิพากษา:
คำพิพากษาฎีกาที่ 7345/2560 สะท้อนให้เห็นความสำคัญในการตีความกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะสิทธิของเด็กที่เกิดจากบิดามารดานอกสมรส เมื่อมีการแก้ไขกฎหมายใหม่ให้การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่บุตรเกิดดังนั้นการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจึงเรียกได้นับแต่วันที่บุตรเกิดเช่นกัน
บทความน่าสนใจ:
ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบิดาโดยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 10,000 บาท รวมย้อนหลัง 1,720,000 บาท นับตั้งแต่วันเกิดถึงวันฟ้อง จำเลยอ้างว่าคดีขาดอายุความแต่ศาลเห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา และการยกข้ออ้างคดีขาดอายุความตามมาตรา 1547 เนื่องจากไม่มีการยกขึ้นอ้างในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยศาลชี้ว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1557 (ที่แก้ไขใหม่) ความเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลย้อนหลังไปถึงวันเกิด ส่งผลให้เด็กมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้นับแต่วันที่เกิด โดยไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาก่อนแม้ศาลอุทธรณ์ลดค่าเลี้ยงดูลงเหลือ 685,000 บาท โดยเห็นว่าบิดาและมารดาควรจ่ายเท่ากัน แต่ศาลฎีกากลับเห็นว่าการกำหนดค่าเลี้ยงดูต้องดูความสามารของผู้มีหน้าที่ให้ ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งคดี ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 และศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือลดลงในภายหลังก็ได้ การพิพากษาตามยอดเดิม 1,370,000 บาทจึงไม่ใช่การพิพากษาที่เกิดคำขอ
