แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
จัดการมรดก-ทายาทโดยธรรม
มีชื่อในโฉนดคนเดียว ไม่ได้แปลว่าได้มรดกคนเดียว: สิทธิของทายาทโดยธรรมที่กฎหมายคุ้มครอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 619/2508
สรุปแนวคำพิพากษา:
หลายคนเข้าใจว่าผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินย่อมเป็นเจ้าของทรัพย์สินแต่เพียงผู้เดียว แต่ในคดีมรดก ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น หากเจ้ามรดกเสียชีวิตโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับที่กฎหมายกำหนด สิทธิของทายาทจึงเกิดขึ้นตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ไม่ใช่เกิดจากการมีชื่อในโฉนดเพียงอย่างเดียว
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ นายโตและนางหว่างถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรม ทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย เดิมนายโหมดซึ่งเป็นบุตรของเจ้ามรดกเสียชีวิตก่อน ทำให้สิทธิในการรับมรดกของนายโหมดตกทอดมายังบุตรของตน คือโจทก์และจำเลย ในฐานะผู้รับมรดกแทนที่ต่อมามีการจดทะเบียนให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเพียงผู้เดียว จำเลยจึงอ้างว่าตนเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว และอ้างว่าผู้ตายเคยสั่งด้วยวาจาให้ที่ดินตกเป็นของตนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การมีชื่อในโฉนดมิใช่เหตุให้สิทธิของทายาทโดยธรรมคนอื่นสิ้นสุดลง เพราะสิทธิในมรดกเกิดขึ้นตามกฎหมายตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ส่วนคำสั่งด้วยวาจาของเจ้ามรดกก็ไม่ถือเป็นพินัยกรรม จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการรับมรดกตามกฎหมาย นอกจากนี้ หากจะสละมรดกแทนผู้เยาว์ ต้องดำเนินการตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดและได้รับอนุญาตจากศาลก่อน จึงจะมีผลสมบูรณ์คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การมีชื่อในโฉนดเพียงผู้เดียวไม่ได้ทำให้เป็นเจ้าของมรดกแต่เพียงผู้เดียว หากยังมีทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมาย สิทธิดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครอง และไม่อาจถูกตัดสิทธิด้วยการจดทะเบียนหรือคำสั่งด้วยวาจาที่ไม่เป็นไปตามแบบของกฎหมาย ศาลจึงพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินมรดกกับจำเลยตามส่วนแห่งมรดกที่ตนพึงได้รับ
พินัยกรรมยกทรัพย์ให้ ศาลเจ้า หรือ สถานที่ มีผลตามกฎหมายหรือไม่?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2508
สรุปแนวคำพิพากษา:
ในทางกฎหมายผู้รับพินัยกรรมจะต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้ หากผู้รับมิใช่บุคคล ข้อกำหนดดังกล่าวอาจไม่มีผลใช้บังคับ แม้จะเป็นไปตามความตั้งใจของผู้ทำพินัยกรรมก็ตาม
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ นายบั๊กทำพินัยกรรมกำหนดให้นำกำไรจากกิจการไปบำรุงสถานที่สักการะบรรพบุรุษในประเทศจีน และแต่งตั้งนายกิมฮง บุตรชาย เป็นผู้จัดการเงินดังกล่าว ต่อมาเมื่อผู้จัดการเงินถึงแก่ความตาย จึงเกิดข้อพิพาทว่าเงินดังกล่าวเป็นของผู้ใดศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ผู้รับพินัยกรรม หรือมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นตามพินัยกรรมตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ ผู้รับพินัยกรรมต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่สามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ตามกฎหมาย หากเป็นการยกทรัพย์สินเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือศาสนา ก็อาจกระทำได้โดยการก่อตั้งมูลนิธิตามพินัยกรรม หรือจัดสรรทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ย่างไรก็ตาม สถานที่สักการะบรรพบุรุษหรือศาลเจ้าเป็นเพียง “สถานที่” มิใช่บุคคลหรือนิติบุคคล จึงไม่อาจเป็นผู้ทรงสิทธิในทรัพย์สินได้ การกำหนดให้ทรัพย์สินตกเป็นของสถานที่ดังกล่าวโดยตรงจึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่มีผลใช้บังคับ ไม่ว่าจะตีความเป็นพินัยกรรมทั่วไปหรือเป็นการก่อตั้งทรัสต์ก็ตามคำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า ผู้รับพินัยกรรมต้องเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลที่กฎหมายรับรองเท่านั้น การระบุให้ทรัพย์สินตกแก่ “สถานที่” หรือสิ่งที่ไม่มีสภาพเป็นบุคคล ย่อมทำให้ข้อกำหนดในพินัยกรรมนั้นตกเป็นโมฆะ แม้จะสะท้อนเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมก็ตาม ผู้ที่ต้องการอุทิศทรัพย์สินเพื่อกิจการสาธารณะหรือศาสนา จึงควรดำเนินการในรูปแบบที่กฎหมายรองรับ เพื่อให้ความประสงค์ของตนมีผลสมบูรณ์และสามารถบังคับใช้ได้
ผู้จัดการมรดกแบ่งทรัพย์ไม่ครบ ทายาทยังฟ้องได้: อายุความยังไม่เริ่มนับจนกว่าการจัดการมรดกจะเสร็จสิ้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11628/2557
สรุปแนวคำพิพากษา:
เจ้ามรดกเสียชีวิตเกิน 10 ปี สิทธิของทายาทในการเรียกร้องทรัพย์มรดกย่อมหมดไปตามอายุความ แต่ความจริงแล้ว หากผู้จัดการมรดกยังจัดการทรัพย์มรดกไม่เสร็จ หรือจัดการโดยมิชอบ อายุความตามกฎหมายอาจยังไม่เริ่มนับ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นหลักสำคัญที่คุ้มครองสิทธิของทายาทที่ถูกตัดสิทธิจากการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ ผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินมรดกบางแปลงให้แก่ทายาทเพียงบางคน โดยไม่แบ่งให้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม และต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความเพราะเจ้ามรดกเสียชีวิตเกิน 10 ปีแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามสิทธิ การโอนทรัพย์มรดกให้เฉพาะทายาทบางคนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากทายาททั้งหมด เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลผูกพันทายาทที่ถูกตัดสิทธิ เมื่อการแบ่งทรัพย์มรดกยังไม่ครบถ้วน ย่อมถือว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น แม้ผู้รับโอนจะเป็นทายาทด้วยกัน ก็ถือว่าครอบครองทรัพย์แทนทายาททุกคน โจทก์จึงยังมีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการโอนและแบ่งทรัพย์มรดกได้ โดยยังไม่อยู่ภายใต้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคท้าย ซึ่งจะใช้ได้ต่อเมื่อการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้นคำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า อายุความในการเรียกร้องมรดกมิได้นับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเสมอไป หากผู้จัดการมรดกยังจัดการทรัพย์มรดกไม่เสร็จหรือจัดการโดยมิชอบ ทายาทที่ถูกละเลยสิทธิยังคงมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการโอนและเรียกร้องแบ่งทรัพย์มรดกได้ เพื่อให้การแบ่งมรดกเป็นไปตามสิทธิของทายาททุกคนอย่างเป็นธรรม
ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส ต้องแบ่งสินสมรสก่อนแบ่งมรดก: สิทธิของคู่สมรสและทายาทต้องแยกให้ชัด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16057/2555
สรุปแนวคำพิพากษา:
เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย การแบ่งทรัพย์มรดกไม่ได้หมายความว่าทรัพย์ทุกชิ้นจะตกเป็นของทายาททันที เพราะหากทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส จะต้องแยกส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก่อน แล้วจึงนำเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกมาแบ่งให้ทายาทตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงหลักการแบ่งสินสมรสและมรดกอย่างถูกต้อง
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นบุตรที่ผู้ตายรับรองแล้ว ฟ้องขอให้ตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ได้รับทรัพย์ทั้งหมด แต่ศาลสามารถพิพากษาให้ได้รับเพียงส่วนแบ่งแห่งมรดกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (2) โดยไม่ถือว่าเกินคำขอ นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า การแบ่งมรดกต้องพิจารณาก่อนว่าทรัพย์แต่ละรายการเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว หากเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสและไม่ปรากฏหลักฐานเป็นอย่างอื่น ย่อมสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส คู่สมรสจึงมีสิทธิในทรัพย์กึ่งหนึ่งก่อน ส่วนอีกกึ่งหนึ่งจึงเป็นมรดกที่แบ่งแก่ทายาท ขณะที่ทรัพย์ที่ผู้ตายได้รับโดยทางมรดกถือเป็นสินส่วนตัวและต้องแบ่งให้ทายาททั้งหมด สำหรับที่ดินที่จำเลยขายให้บุคคลภายนอกไปแล้ว ศาลเห็นว่าแม้จะไม่อาจแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ แต่เงินที่ได้รับจากการขายในส่วนที่เป็นมรดกยังต้องนำมาแบ่งให้ทายาทตามส่วนคำพิพากษานี้ยืนยันว่า การแบ่งมรดกต้องเริ่มจากการจำแนกทรัพย์ว่าเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเสียก่อน เพราะคู่สมรสมีสิทธิในสินสมรสก่อนที่ทรัพย์ส่วนนั้นจะตกทอดเป็นมรดก ส่วนทรัพย์ที่เป็นสินส่วนตัวจึงแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย หลักการดังกล่าวช่วยคุ้มครองสิทธิของทั้งคู่สมรสและทายาทให้ได้รับส่วนแบ่งอย่างถูกต้องและเป็นธรรมตามกฎหมาย
บุตรบุญธรรมไม่ได้ ก็ยังมีสิทธิเป็นทายาทได้: ศาลต้องพิจารณาทุกฐานสิทธิที่ฟ้องมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 207/2510
สรุปแนวคำพิพากษา:
ในการฟ้องคดีมรดก ผู้ฟ้องอาจอ้างสิทธิได้รับมรดกได้หลายฐาน ไม่ว่าจะเป็นฐานบุตรบุญธรรมหรือฐานทายาทโดยธรรม หากฐานสิทธิหนึ่งรับฟังไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าคดีจะสิ้นสุดทันที หากยังมีฐานสิทธิอื่นที่ศาลต้องวินิจฉัยต่อ คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการพิจารณาสิทธิรับมรดกจากข้ออ้างหลายฐานในคำฟ้องเดียวกัน
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกโดยอ้างว่าเป็นบุตรบุญธรรมของผู้ตาย และเป็นทายาทตามบัญชีเครือญาติท้ายฟ้อง ต่อมาระหว่างพิจารณา โจทก์ยอมรับว่าการรับบุตรบุญธรรมไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะบุตรบุญธรรมและพิพากษายกฟ้องโดยไม่สืบพยาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะบุตรบุญธรรม แต่คำฟ้องยังอ้างสิทธิอีกฐานหนึ่ง คือการเป็นทายาทโดยธรรมตามบัญชีเครือญาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและแสดงลำดับเครือญาติไว้อย่างเพียงพอให้เข้าใจได้ว่าโจทก์อ้างสิทธิรับมรดกแทนที่บิดา จึงยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยต่อว่า โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมจริงหรือไม่ และถูกตัดมรดกโดยพินัยกรรมตามที่จำเลยอ้างหรือไม่ ศาลจึงต้องเปิดโอกาสให้มีการสืบพยานในประเด็นดังกล่าวคำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า เมื่อโจทก์อ้างสิทธิรับมรดกไว้หลายฐาน ศาลต้องพิจารณาให้ครบทุกฐานที่ปรากฏในคำฟ้อง แม้ฐานหนึ่งจะรับฟังไม่ได้ ก็ไม่อาจยกฟ้องได้ทันที หากยังมีข้ออ้างอีกฐานที่อาจก่อให้เกิดสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ศาลจึงต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนมีคำพิพากษา
