แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
จัดการมรดก-พินัยกรรม
เขียนเพิ่มท้ายพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ มรดกจะตกเป็นของใคร?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10809/2559
สรุปแนวคำพิพากษา:
พินัยกรรมเป็นนิติกรรมที่กำหนดการจัดสรรทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมภายหลังถึงแก่ความตาย แต่ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด หากมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความโดยไม่ถูกต้อง อาจเกิดข้อพิพาทว่าพินัยกรรมยังมีผลใช้บังคับหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10809/2559 วางหลักสำคัญเกี่ยวกับผลของข้อความเพิ่มเติมที่ไม่สมบูรณ์ไว้ชัดเจน
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ ผู้ตายทำพินัยกรรมเขียนเองทั้งฉบับ ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว และระบุว่าหลานคนอื่นไม่มีสิทธิรับมรดก ต่อมาผู้ตายเขียนข้อความเพิ่มเติมท้ายพินัยกรรมเกี่ยวกับหุ้นในบริษัท ABN Amro และ ZICO แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อกำกับ ทายาทโดยธรรมทั้งเจ็ดจึงฟ้องขอแบ่งมรดก โดยอ้างว่าพินัยกรรมใช้บังคับไม่ได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความเพิ่มเติมไม่เป็นไปตามแบบของพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 จึงใช้บังคับไม่ได้เฉพาะส่วนนั้น แต่ไม่ทำให้ข้อความหลักของพินัยกรรมเป็นโมฆะ เพราะยังแสดงเจตนาชัดเจนว่าผู้ตายยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลย ส่วนข้อความเพิ่มเติมเป็นเพียงรายละเอียดของทรัพย์สินศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความเพิ่มเติมไม่เป็นไปตามแบบของพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 จึงใช้บังคับไม่ได้เฉพาะส่วนนั้น แต่ไม่ทำให้ข้อความหลักของพินัยกรรมเป็นโมฆะ เพราะยังแสดงเจตนาชัดเจนว่าผู้ตายยกทรัพย์สินทั้งหมดให้จำเลย ส่วนข้อความเพิ่มเติมเป็นเพียงรายละเอียดของทรัพย์สิน
พินัยกรรมยกทรัพย์ทั้งหมด แต่ระบุทรัพย์บางรายการ ใครคือเจ้าของมรดกที่แท้จริง?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2530
สรุปแนวคำพิพากษา:
การทำพินัยกรรมเป็นการแสดงเจตนาของเจ้ามรดกในการกำหนดผู้รับทรัพย์สินภายหลังเสียชีวิต แต่ในทางปฏิบัติ ถ้อยคำในพินัยกรรมอาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผู้ทำพินัยกรรมต้องการยกทรัพย์สินทั้งหมด หรือเพียงทรัพย์สินบางรายการ ศาลจึงต้องตีความโดยยึดถือเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเฉพาะข้อความบางตอนแยกจากบริบททั้งหมด
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ ผู้ตายทำพินัยกรรมระบุว่า เมื่อถึงแก่ความตายให้ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีขึ้นในอนาคตตกเป็นของโจทก์ ต่อมาในอีกข้อหนึ่งกลับระบุที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์เป็นการเฉพาะ จึงเกิดข้อพิพาทว่าพินัยกรรมมีผลยกทรัพย์สินทั้งหมด หรือจำกัดเฉพาะทรัพย์ที่ระบุไว้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาพินัยกรรมทั้งฉบับแล้ว เห็นได้ชัดว่าผู้ตายมีเจตนายกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว การระบุที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเพียงการกล่าวถึงทรัพย์สินบางส่วน มิใช่การจำกัดขอบเขตของทรัพย์มรดก ดังนั้น ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นของโจทก์ตามพินัยกรรมนอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า ประเด็นเรื่องอายุความที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ไม่อาจนำมาอ้างเป็นข้อฎีกาได้ และเมื่อจำเลยได้โอนขายที่ดินให้บุคคลภายนอกจนไม่อาจโอนคืนแก่โจทก์ได้ ก็ต้องรับผิดชดใช้ราคาแทน พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายการตีความพินัยกรรมต้องพิจารณาจากข้อความทั้งฉบับและเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรม หากแสดงเจตนายกทรัพย์สินทั้งหมดไว้อย่างชัดแจ้ง การระบุทรัพย์สินบางรายการเพิ่มเติมย่อมไม่ทำให้สิทธิของผู้รับพินัยกรรมถูกจำกัด ผู้รับพินัยกรรมจึงมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกทั้งหมดตามความประสงค์ของผู้ทำพินัยกรรม
พินัยกรรม 2 ฉบับ ตั้งผู้จัดการมรดกต่างคนกัน ฉบับหลังลบล้างฉบับแรกเสมอไปหรือไม่?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 419/2541
สรุปแนวคำพิพากษา:
การทำพินัยกรรมหลายฉบับอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า พินัยกรรมฉบับหลังมีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับก่อนโดยอัตโนมัติหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้คนละคน หลักสำคัญในการวินิจฉัยคือ ศาลต้องพิจารณาว่าพินัยกรรมทั้งสองฉบับมีข้อความขัดแย้งกันหรือไม่ และสอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเพียงใด
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ ผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ 2 ฉบับ โดยพินัยกรรมฉบับแรกแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ส่วนพินัยกรรมฉบับหลังแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านจึงอ้างว่าพินัยกรรมฉบับหลังมีผลเพิกถอนฉบับแรก ทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับการแต่งตั้งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ตายจะทำพินัยกรรมหลายฉบับ แต่ทรัพย์สินที่ระบุในแต่ละฉบับเป็นทรัพย์คนละส่วน ข้อความในพินัยกรรมจึงไม่ขัดแย้งกัน และไม่มีเหตุให้ถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมฉบับแรก อีกทั้งผู้ร้องยังเป็นทายาทและเป็นผู้ได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกได้เมื่อพิจารณาจากเจตนาของผู้ตายที่ต้องการให้บุคคลทั้งสองรับผิดชอบจัดการมรดกแยกกันตามทรัพย์สินแต่ละส่วน ศาลจึงมีคำสั่งแต่งตั้งทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก โดยให้แต่ละฝ่ายมีอำนาจจัดการทรัพย์สินตามขอบเขตที่กำหนดไว้ในพินัยกรรมของตนพินัยกรรมฉบับหลังไม่ได้มีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเสมอไป หากข้อความในพินัยกรรมทั้งสองฉบับไม่ขัดแย้งกันและกำหนดทรัพย์สินคนละส่วน พินัยกรรมทั้งสองฉบับย่อมใช้บังคับร่วมกันได้ โดยศาลจะตีความตามเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเอง แม้มีชื่อในโฉนด ก็อาจไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1099/2550
สรุปแนวคำพิพากษา:
ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวม ดูแล และจัดการทรัพย์สินของกองมรดกให้เป็นไปตามกฎหมายและเจตนาของเจ้ามรดก ไม่ใช้อำนาจที่ได้รับเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง หากฝ่าฝืนหน้าที่ แม้จะมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้ว นิติกรรมดังกล่าวก็อาจไม่มีผลตามกฎหมาย
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง ส่งผลให้บุตรของเจ้ามรดกไม่มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม อย่างไรก็ตาม ภายหลังบุตรกลับได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก และใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกมาเป็นชื่อตนเอง ก่อนนำไปจำนองกับบุคคลภายนอกศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของกองมรดก แต่ต้องใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและผู้รับพินัยกรรม ไม่อาจทำนิติกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและขัดต่อหน้าที่ได้ การโอนที่ดินมาเป็นของตนเองจึงเป็นนิติกรรมที่ต้องห้ามและตกเป็นโมฆะ ถือเสมือนไม่เคยมีการโอนเกิดขึ้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังคงเป็นของผู้รับพินัยกรรมตามเจตนาของเจ้ามรดกเมื่อผู้จัดการมรดกมิใช่เจ้าของที่แท้จริง ย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินไปจำนองได้ แม้ผู้รับจำนองจะอ้างว่ารับจำนองโดยสุจริต ก็ไม่อาจทำให้การจำนองมีผลผูกพันต่อเจ้าของที่แท้จริงได้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินของกองมรดก มิใช่เป็นเจ้าของทรัพย์มรดก การใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองจนขัดต่อสิทธิของผู้รับพินัยกรรม ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่มีผลตามกฎหมาย และศาลจะคุ้มครองสิทธิของผู้รับมรดกตามเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมเป็นสำคัญ
พินัยกรรมไม่ใช่คำสั่งเหนือกรรมสิทธิ์: ยกทรัพย์ของคนอื่นให้ใครไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18489/2556
สรุปแนวคำพิพากษา:
หลายคนเข้าใจว่า เมื่อทำพินัยกรรมแล้วสามารถกำหนดให้ทรัพย์สินใดตกแก่ผู้ใดก็ได้ตามความประสงค์ของตน แต่กฎหมายกำหนดขอบเขตของการทำพินัยกรรมไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ทำพินัยกรรมสามารถกำหนดการเผื่อตายได้เฉพาะทรัพย์สินที่ตนเป็นเจ้าของเท่านั้น หากทรัพย์นั้นมิใช่ของตน แม้จะระบุไว้ในพินัยกรรมก็ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้ ผู้ตายได้เปิดบัญชีเงินฝากในชื่อ “นายจิรโชติ เพื่อเด็กชายวรรณธร” และภายหลังได้ทำพินัยกรรมยกเงินในบัญชีดังกล่าวให้บุคคลอื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 การทำพินัยกรรมเป็นการกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมเองเท่านั้น เมื่อผู้ตายเปิดบัญชีเงินฝากในลักษณะ “เพื่อเด็กชายวรรณธร” กรรมสิทธิ์ในเงินฝากจึงตกเป็นของเด็กชายวรรณธรทันทีที่ธนาคารรับเงินเข้าบัญชี แม้ผู้ตายจะยังเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงินตามข้อตกลงกับธนาคาร ก็เป็นเพียงอำนาจในการจัดการเงิน มิใช่ความเป็นเจ้าของทรัพย์ ดังนั้น ผู้ตายจึงไม่มีสิทธินำเงินดังกล่าวมากำหนดไว้ในพินัยกรรม และข้อกำหนดในพินัยกรรมส่วนนี้ย่อมตกเป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับคำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การทำพินัยกรรมมิใช่การกำหนดผลของทรัพย์สินทุกประเภทที่ผู้ทำพินัยกรรมเกี่ยวข้อง แต่สามารถกำหนดการเผื่อตายได้เฉพาะทรัพย์สินที่ตนมีกรรมสิทธิ์เท่านั้น หากทรัพย์นั้นเป็นของบุคคลอื่นแล้ว แม้จะระบุไว้ในพินัยกรรมอย่างชัดเจน ก็ไม่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมาย เพราะพินัยกรรมไม่อาจโอนสิทธิในทรัพย์ที่ผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของได้.
