แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
ลาภมิควรได้
ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยโหดผ่านตัวแทน โดนตีตกฟ้อง ลาภมิควรได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6901/2567
สรุปแนวคำพิพากษา:
เมื่อคนในครอบครัววางแผนปล่อยเงินกู้คิดดอกเบี้ยเกินกฎหมายผ่านคนใกล้ชิด แต่กลับถูกหักหลังไม่คืนเงิน ศาลฎีกากลับไม่รับฟ้อง! บทเรียนจากคดีนี้สะท้อนชัดว่า “การฝ่าฝืนกฎหมายแม้จะเป็นเจ้าหนี้ก็ไม่มีสิทธิทวงคืน” โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมผ่านตัวแทน ความผิดทางอาญา และนิติกรรมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน หากคุณคิดจะลงทุนปล่อยกู้หรือทำธุรกรรมที่เสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ควรอ่านคดีนี้ให้จบก่อนเสี่ยงเดินซ้ำรอย
บทความน่าสนใจ:
ในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นพี่ชายของสามีจำเลย ได้โอนเงินกว่า 285,000 บาทให้จำเลยและแม่ของจำเลย โดยหวังให้จำเลยนำเงินไปปล่อยกู้แก่บุคคลภายนอก พร้อมทั้งเก็บดอกเบี้ยในอัตราเกินกฎหมายกำหนด แล้วนำผลตอบแทนมาคืนโจทก์ การสนทนาระหว่างโจทก์และจำเลยผ่านแอปฯ Messenger ยืนยันว่าโจทก์รู้เห็นการปล่อยกู้ผิดกฎหมายดังกล่าวโดยตรงจำเลยไม่ได้ปฏิเสธการรับเงิน แต่กลับโต้แย้งว่าเงินที่ได้รับไม่ใช่เงินกู้ส่วนตัว เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินคืน ศาลฎีกาได้พิจารณาว่าการที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยปล่อยกู้ในลักษณะที่ฝ่าฝืนกฎหมายดอกเบี้ย (เกินร้อยละ 15 ต่อปี) ถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 การกระทำเช่นนี้จึงไม่อาจเรียกร้องคืนได้ ไม่ถือเป็นลาภมิควรได้ตามข้อยกเว้นของกฎหมายศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้จำเลยคืนเงินเพียง 5,000 บาทที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าเป็นหนี้แท้จริงเท่านั้น เงินส่วนอื่นโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องคืน
ซื้อที่ดินแล้วเนื้อที่ขาด ฟ้องคืนเงินได้ใน 10 ปี ไม่ใช่ลาภมิควรได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5783/2567
สรุปแนวคำพิพากษา:
การซื้อขายที่ดินที่ดูเหมือนเรียบร้อยตามโฉนด แต่สุดท้ายพบว่าเนื้อที่จริงขาดหาย ย่อมเสียหายแก่ผู้ซื้อ คดีนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่นิติบุคคลของรัฐซื้อที่ดินโดยมีข้อตกลงแนบท้าย หากที่ดินขาด จำเลยต้องคืนเงินตามส่วน ศาลฎีกาได้วางแนวทางสำคัญว่า การเรียกเงินคืนกรณีเช่นนี้ไม่ใช่ “ลาภมิควรได้” ที่ต้องใช้สิทธิภายใน 1 ปี แต่เป็นการบังคับตามสัญญาซื้อขายที่ใช้อายุความ 10 ปี เปิดทางให้ผู้ซื้อสามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้โดยไม่ถูกตัดสิทธิเร็วเกินไป
บทความน่าสนใจ:
กรณีพิพาทนี้เกิดขึ้นเมื่อหน่วยงานของรัฐทำสัญญาซื้อขายที่ดินจากจำเลย โดยมีข้อตกลงแนบท้ายสัญญาว่า หากผลการรังวัดพบว่าเนื้อที่ดินไม่ครบ จำเลยยินยอมคืนเงินตามส่วนที่ขาดไป ต่อมาผลการรังวัดพบว่าเนื้อที่ขาดหายไป 2 งาน 6.8 ตารางวา คิดเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเรียกเงินคืน พร้อมดอกเบี้ยย้อนหลัง จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ขาดอายุความ โดยอ้างว่าการเรียกเงินคืนเป็น “ลาภมิควรได้” ตามมาตรา 419 ที่มีอายุความเพียง 1 ปี แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า ข้อตกลงแนบท้ายถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขาย เมื่อจำเลยไม่คืนเงินตามสัญญา ถือเป็นการผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญา ซึ่งไม่มีบทบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ไม่ใช่การได้ลาภโดยปราศจากมูล คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงยืนยันหลักว่า “หากมีข้อตกลงชัดเจนในสัญญา การผิดสัญญาต้องใช้หลักการผิดสัญญา ไม่ใช่ลาภมิควรได้” ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น และศาลพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
นายหน้าถมดินเองเพื่อขายที่ หากเจ้าของได้ประโยชน์ ต้องคืนเงินฐานลาภมิควรได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 822/2567
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของที่ดิน เมื่อฝ่ายนายหน้า “ถมดิน” ที่ดินลูกค้าเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ แต่สุดท้ายถูกเลิกสัญญาก่อนขาย ศาลฎีกาวางแนวคำพิพากษาชัดเจนว่า แม้ไม่มีข้อตกลงเรื่องการถมดินในสัญญา แต่หากเจ้าของที่รับประโยชน์จากสิ่งปรับปรุงนั้นโดยไม่คัดค้าน ย่อมต้องคืนค่าถมดินให้ฐาน ลาภมิควรได้ แม้ทรัพย์จะคืนไม่ได้ทางกายภาพก็ตาม เรื่องนี้สะท้อนหลักกฎหมายแพ่งที่คุ้มครองการเสียเปรียบจากความสุจริต และตีความพฤติการณ์มากกว่าตัวอักษรในสัญญา
บทความน่าสนใจ:
จำเลยทำสัญญาให้นายหน้า (โจทก์) ดำเนินการขายที่ดิน 5 แปลง โดยตกลงค่านายหน้า 3% หากขายได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ต่อมา โจทก์ได้ถมดินในที่ดินดังกล่าวเพื่อเพิ่มมูลค่าและดึงดูดผู้ซื้อ พร้อมแจ้งให้จำเลยทราบโดยไม่มีการคัดค้าน แต่ภายหลังจำเลยกลับเลิกสัญญาและขายที่ดินให้บุคคลอื่น โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทั้งค่านายหน้า ค่าถมดิน และค่าความเสียหายพิเศษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่านายหน้าในลักษณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เกินคำขอ เป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 142 ต้องยก ส่วนค่าถมดิน ศาลพิเคราะห์ว่าดินถมดังกล่าวติดอยู่กับที่ดินอย่างถาวร ทำให้เจ้าของที่ (จำเลย) ได้ประโยชน์ โดยไม่ต้องเสียเงินถมเอง จึงถือว่าได้มาซึ่งทรัพย์ โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ตามหลัก ลาภมิควรได้ แม้สัญญานายหน้าไม่ระบุเรื่องค่าถมดินก็ตามแม้สัญญานายหน้าจะ ไม่มีข้อตกลงเรื่องค่าถมดิน แต่เมื่อ โจทก์เป็นนายหน้าขายที่ดินของจำเลย โจทก์ ถมดินเพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดิน และแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลย ไม่ได้คัดค้าน และภายหลัง ได้รับประโยชน์จากดินที่ถมแล้ว ที่ดินถมแล้ว กลายเป็นทรัพย์ติดกับที่ดินถาวร คืนไม่ได้ จึงเข้าเงื่อนไขของ “ลาภมิควรได้” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 และ 412และต้อง ใช้ราคาทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่มีมูล คืนให้แก่โจทก์ตาม มาตรา 412 วรรค 1 ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยชำระ เงิน 125,000 บาท เป็นค่าถมดิน พร้อมดอกเบี้ย โดยยกฟ้องในส่วนค่านายหน้า ถือเป็นแนววินิจฉัยสำคัญในเรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพย์โดยไม่ชอบด้วยเหตุหรือกฎหมาย
