แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
คดีหย่า-สัญญาหย่า
ตกลงหย่ากันแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า เรียกเงินตามข้อตกลงได้ไหม?
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544
สรุปแนวคำพิพากษา:
หลายคนอาจเข้าใจว่า ถ้าสามีภรรยาตกลงกันเรื่องหย่าและแบ่งทรัพย์ไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ถือว่า “ใช้ได้เลย” ไม่ว่าจะไปจดทะเบียนหย่าหรือไม่ แต่จริง ๆ แล้ว กฎหมายไทยมีกฎพิเศษเกี่ยวกับ “สัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา” ที่ไม่เหมือนกับสัญญาทั่วไป และหากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าจริง ข้อตกลงนั้นอาจถูกยกเลิกได้ในภายหลัง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544 จึงกลายเป็นกรณีตัวอย่างที่ควรอ่านให้เข้าใจ
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2039/2544 โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเกิดปัญหา ครอบครัวและได้ทำบันทึกข้อตกลงที่สถานีตำรวจ โดยตกลงจะหย่ากันและให้จำเลยแบ่งสินสมรสแก่โจทก์เป็นเงิน 600,000 บาท ซึ่งจำเลยชำระแล้ว 100,000 บาท คงเหลืออีก 500,000 บาทภายหลังจำเลยไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ขณะที่จำเลยต่อสู้ว่าได้บอกล้างข้อตกลงแล้วศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บันทึกข้อตกลงจะระบุว่าคู่กรณีตกลงหย่ากัน แต่เมื่อยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าทั้งสองฝ่ายยังคง มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย ข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สินจึงถือเป็นสัญญาเกี่ยวกับ ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ซึ่งคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกล้างได้ใน ระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากัน หรือภายในหนึ่งปีนับแต่การสมรสสิ้นสุดลงเมื่อจำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งแสดงเจตนาบอกล้างสัญญาในขณะที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงสิ้นผลบังคับ ศาลไม่อาจบังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาทตามข้อตกลงได้ อย่างไรก็ตามโจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์สิน ระหว่างสามีภริยาเป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความต่อไป
หย่าแล้ว แต่ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูลูก ฟ้องได้ไหม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2535
สรุปแนวคำพิพากษา:
ในช่วงเวลาที่ครอบครัวต้องแยกทาง เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกลายเป็นประเด็นใหญ่ เพราะแม้จะหย่ากันแล้วหรือมีข้อตกลงไว้ชัดเจน แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่จ่ายตามที่ตกลงไว้ จะทำอย่างไรได้บ้าง? คำพิพากษาศาลฎีกา 899/2535 ชี้ชัดว่า “สัญญาทางครอบครัว” เช่นนี้ แม้จะมีการยกบุตรเป็นบุญธรรมไปแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิของบุตรหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องหมดไป
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 899/2535 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสและต่อมาจดทะเบียนหย่าพร้อมทำสัญญา ประนีประนอมยอมความ ต่อหน้านายทะเบียนโดยจำเลยตกลงจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและโอนบ้านพร้อมที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาจำเลยต่อสู้ว่าไม่เคยตกลงจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร และภายหลังทราบว่าโจทก์ได้ให้บุตรเป็นบุตรบุญธรรมของสามีใหม่แล้ว จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและไม่มีอำนาจฟ้องศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 10,000 บาท และโอนบ้านพร้อม ที่ดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาจำเลยจึงฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บุตรจะได้รับการจดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมของสามีใหม่ของโจทก์ แต่การรับบุตรบุญธรรม เกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้วอีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/28 บุตรบุญธรรม ไม่สูญสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวเดิมที่ตนกำเนิดมา ดังนั้น การรับบุตรบุญธรรมจึงไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะ เลี้ยงดูที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นสิ้นไป และไม่ทำให้โจทก์ขาดอำนาจฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562
สรุปแนวคำพิพากษา:
การหย่าอาจยุติความสัมพันธ์ของสามีภรรยา แต่ไม่อาจยุติหน้าที่ของความเป็นบิดามารดาได้ หากผู้มีหน้าที่ส่งเสียเลี้ยงดูบุตร ประสบปัญหาทางการเงิน หรือมีหนี้สินกับอดีตคู่สมรส จะสามารถอ้างเหตุเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระค่าเลี้ยงดูหรือขอหักกลบลบหนี้ได้หรือไม่? คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 965/2562 ได้วางหลักสำคัญว่า สิทธิในค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ จึงไม่อาจถูกลดทอนหรือกระทบด้วยภาระหนี้ส่วนตัวของบิดามารดาได้
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่965/2562 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยตกลงให้จำเลยซึ่งเป็นบิดาส่งค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรสองคนเดือนละ 20,000 บาท จนกว่าบุตรจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ และรับผิดชอบค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเล่าเรียน และค่าเรียนพิเศษของบุตรคนที่ 1 ต่อมาจำเลยชำระเงินไม่ครบและหยุดชำระ โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่ค้างชำระจำเลยอ้างว่าถูกออกจากงานมีภาระหนี้สิน และมีหนี้ครัวเรือนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดจึงขอหักกลบลบหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างดังกล่าวรับฟังไม่ได้เพราะจำเลยเริ่มผิดนัดชำระก่อนถูกออกจากงานอีกทั้งยังได้รับเงินจากการออกจากงานแต่ไม่นำมาปฏิบัติตามสัญญาหย่า ส่วนหนี้ครัวเรือนไม่มีการบันทึกไว้ในสัญญาหย่าจึงไม่กระทบต่อหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร นอกจากนี้สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตรผู้เยาว์จำเลยจึงไม่อาจนำหนี้ที่อ้างว่าโจทก์มีต่อจำเลยมาหักกลบลบหนี้ได้คำพิพากษานี้ยืนยันว่า ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาหย่ามีผลผูกพันผู้มีหน้าที่ชำระไม่อาจอ้างภาระหนี้ส่วนตัวหรือหนี้ระหว่างอดีตคู่สมรสมาเป็นเหตุไม่ชำระหรือหักกลบลบหนี้ได้ เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุตร และเป็นหน้าที่สำคัญของบิดามารดาตามกฎหมาย
