แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
สินสมรส
คู่สมรสฟ้องเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับสินสมรสได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2947/2538
สรุปแนวคำพิพากษา:
กรณีทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสได้รับความเสียหาย คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้เองหรือจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายก่อน คำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้คำตอบไว้อย่างชัดเจน
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรณีรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับสามีถูกรถบรรทุกที่จำเลยที่ 1 ขับในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ชนจนได้รับความเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากไม่ได้รับความยินยอมจากสามี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 กำหนดให้การจัดการสินสมรสบางประเภทตามที่ระบุไว้ในอนุมาตรา 1 ถึง 8 ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลภายนอกที่ทำให้สินสมรสเสียหายไม่อยู่ในกรณีดังกล่าวดังนั้น คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจึงสามารถดำเนินคดีเพื่อเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับสินสมรสได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายการฟ้องเพื่อรักษาหรือเรียกร้องสิทธิอันเกิดจากความเสียหายต่อสินสมรส ไม่ถือเป็นการจัดการสินสมรสที่ต้องได้รับความยินยอมตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง
ทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรสยังเป็นสินส่วนตัว แม้คู่สมรสจะร่วมอยู่อาศัยและทำกิน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5736/2534
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า ที่ดินและบ้านที่ฝ่ายหนึ่งได้รับจากบิดาก่อนจดทะเบียนสมรส จะกลายเป็นสินสมรสหรือไม่ หากภายหลังคู่สมรสได้ร่วมกันอยู่อาศัยและทำกินในทรัพย์ดังกล่าว
บทความน่าสนใจ:
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อบิดาของผู้ร้องยกที่ดินและบ้านให้แก่ผู้ร้องก่อนจดทะเบียนสมรส ทรัพย์ดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนสมรส และเป็น สินส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(1) แม้ในขณะได้รับทรัพย์ ผู้ร้องกับจำเลยจะอยู่กินฉันสามีภริยากันแล้ว และจำเลยจะร่วมทำกินและอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านนั้นมาโดยตลอด ก็ไม่ทำให้จำเลยกลายเป็นเจ้าของร่วม เพราะการครอบครองดังกล่าวเกิดจากการอยู่กินร่วมกัน มิใช่การยึดถือทรัพย์เพื่อตนในฐานะเจ้าของสินสมรสตามมาตรา 1474 ต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนสมรสเปลี่ยนสถานะเป็นสินสมรสภายหลังการสมรสทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรสยังคงเป็นสินส่วนตัว แม้คู่สมรสอีกฝ่ายจะร่วมใช้ประโยชน์หรืออยู่อาศัย และเจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่ายย่อมไม่อาจยึดสินส่วนตัวนั้นได้ หากเจ้าของทรัพย์ไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วย
สามีโอนสินสมรสให้บุคคลอื่นโดยภริยาไม่ยินยอม ภริยามีสิทธิขอเพิกถอนได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2569
สรุปแนวคำพิพากษา:
หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำเงินซึ่งเป็นสินสมรสไปให้บุคคลอื่นโดยเสน่หา โดยอีกฝ่ายไม่รู้และไม่ได้ให้ความยินยอม คู่สมรสผู้เสียสิทธิสามารถขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้หรือไม่
บทความน่าสนใจ:
คดีนี้โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และกล่าวหาว่าสามีได้โอนเงินสินสมรสจากบัญชีของตนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา เป็นเงินรวมกว่า 1.4 ล้านบาท โดยโจทก์ไม่ทราบและไม่ได้ให้ความยินยอม การโอนดังกล่าวมิใช่การให้ตามสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัว เพื่อการกุศล การสังคม หรือตามหน้าที่ธรรมจรรยาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจัดการสินสมรสในลักษณะดังกล่าวโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย ทำให้คู่สมรสผู้ไม่ได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ได้ตามมาตรา 1480อย่างไรก็ตาม นิติกรรมยังมีผลสมบูรณ์อยู่จนกว่าศาลจะพิพากษาให้เพิกถอน ดังนั้น ดอกเบี้ยจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอน มิใช่ตั้งแต่วันที่มีการโอนเงินคู่สมรสไม่อาจนำสินสมรสไปให้บุคคลอื่นโดยเสน่หาตามอำเภอใจ หากไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย อีกฝ่ายมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนได้
