แนวคำพิพากษาศาลฎีกา
จัดการมรดก-หน้าที่ผู้จัดการมรดก
หน้าที่ผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติด้วยความสุจริต มิใช่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2563
สรุปแนวคำพิพากษา:
ผู้จัดการมรดกเป็นบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลและจัดการทรัพย์สินของผู้ตายแทนทายาท การใช้อำนาจ ของผู้จัดการมรดก จึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย มีความโปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของกองมรดก เป็นสำคัญ มิใช่ถือเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนเอง
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาฎีกาที่ 416/2563 คดีนี้ จำเลยได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย 2 ราย โดยไม่มีพินัยกรรม จำเลยจึง มีหน้าที่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก รวบรวมทรัพย์สิน และแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิตามกฎหมายภายในระยะเวลา ที่กำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719, 1728, 1729 และ 1732ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกตามอำเภอใจ แต่ต้องดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และเปิดเผยต่อทายาททุกฝ่าย การที่จำเลยโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองและบุคคลอื่น โดยไม่ได้รับ ความยินยอมจากทายาทและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ทั้งที่จำเลยมีหน้าที่เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น ย่อมเป็นการกระทำที่เป็น ปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ตามมาตรา 1722 นอกจากนี้ หากผู้จัดการมรดกกระทำผิดหน้าที่ จนเกิดความเสียหาย ย่อมต้องรับผิดทางแพ่ง ตามมาตรา 1720 และหากมีเจตนาทุจริต อาจเป็นความผิดฐาน ยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญาผู้จัดการมรดกมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของทายาท มิใช่มีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์มรดก การใช้อำนาจโดยไม่สุจริต หรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ย่อมนำไปสู่ความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2541
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับการถอนผู้จัดการมรดก โดยมีประเด็นสำคัญว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว แต่คดียังมีการอุทธรณ์ อยู่ ผู้จัดการมรดกจะอ้างว่ายังไม่ต้องทำบัญชีทรัพย์มรดกจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้หรือไม่
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 191/2541 คดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ต่อมาผู้ร้อง อุทธรณ์ โดยขอให้ตนเป็นผู้จัดการมรดกแต่เพียงผู้เดียว และให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ระหว่างคดียังอยู่ในชั้นอุทธรณ์ ผู้คัดค้านยื่น คำร้องขอ ให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก เพราะผู้ร้องไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ผู้ร้องโต้แย้ง ว่าคำสั่งตั้ง ผู้จัดการมรดกยังไม่ถึงที่สุด จึงยังไม่จำเป็นต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดก แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งผู้ร้อง เป็นผู้จัดการ มรดกมีผลผูกพันแล้ว และในส่วนของผู้ร้องไม่มีผู้ใดอุทธรณ์คัดค้านการตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ดังนั้น ไม่ว่าศาล อุทธรณ์จะวินิจฉัย อย่างไร ก็ไม่กระทบต่อฐานะของผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกเมื่อผู้ร้องและผู้คัดค้านได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกและทราบคำสั่งศาลแล้ว หน้าที่ของผู้จัดการมรดกย่อมเริ่มขึ้นทันที ผู้จัดการ มรดกต้องเริ่มจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน และต้องทำให้เสร็จภายใน 1 เดือนตามที่กฎหมายกำหนด การที่ผู้ร้องอ้างว่า ยังไม่ต้องทำ บัญชีเพราะคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ จึงฟังไม่ขึ้น ศาลยังพิจารณาว่า ผู้ร้องเป็นผู้ครอบครอง ทรัพย์มรดกทั้งหมดและ เก็บผลประโยชน์ จากทรัพย์มรดกแต่เพียงผู้เดียว แต่กลับไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดก ไม่แบ่งทรัพย์มรดก แก่ทายาท และยังแสดง เจตนาว่าจะไม่จัดทำ บัญชีทรัพย์มรดก พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุสมควรให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกคำพิพากษานี้วางหลักว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว หน้าที่ของผู้จัดการมรดกเริ่มขึ้นตั้งแต่ทราบคำสั่ง แม้คดียังมี การอุทธรณ์ อยู่ก็ตาม ผู้จัดการมรดกต้องจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย หากไม่ดำเนินการ โดยเฉพาะเมื่อ ครอบครอง ทรัพย์มรดกและเก็บผลประโยชน์ไว้เอง ย่อมเป็นเหตุให้ศาลถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2565
สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สะท้อนปัญหาสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกในการจำหน่ายทรัพย์สินของผู้ตาย และตั้งคำถามถึงความคุ้มครองสิทธิของทายาท เมื่อมีการขายทรัพย์มรดกโดยมิชอบ
บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2565คดีนี้ ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรม จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาจำเลยที่ 1 มอบอำนาจ ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกให้จำเลยที่ 3 แล้วนำเงินที่ขายได้ไปใช้เป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยโจทก์และบุตรของผู้ตายซึ่งเป็นทายาทไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอมศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกได้ หากเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อจัดการมรดกหรือเพื่อแบ่งปัน ทรัพย์มรดกแก่ทายาท แต่ไม่อาจขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือโดยทุจริตได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ขายที่ดินแล้วเบียดบังเงิน ไปใช้เอง การขายจึงไม่ใช่การจัดการมรดกโดยชอบ แม้จำเลยที่ 3 จะซื้อโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และจดทะเบียนแล้ว ก็ไม่ได้สิทธิดีกว่าผู้ขาย เพราะผู้ขายไม่มีอำนาจขายในลักษณะดังกล่าวคำพิพากษานี้วางหลักว่า ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกได้เฉพาะเพื่อการจัดการและแบ่งปันมรดกโดยสุจริต หากขายแล้วนำเงิน ไปใช้ส่วนตัว ทายาทมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนและติดตามทรัพย์มรดกคืนได้
