แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

อสังหาริมทรัพย์-เจ้าของกรรมสิทธิ์

ต้นยางพาราเป็นส่วนควบที่ดินและเงื่อนไขการคุ้มครองชั่วคราว


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2553

สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีนี้เกิดจากการฟ้องเรียกที่ดินคืน ซึ่งโจทก์อ้างสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทรวมถึงต้นยางพาราที่ปลูกอยู่ โดยถือว่าต้นยางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่เป็น “ส่วนควบ” ของที่ดินตามกฎหมายแพ่ง เมื่อจำเลยหลายรายให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงเกิดข้อพิพาททั้งในส่วนของที่ดินและต้นยางพาราในฐานะทรัพย์ที่เกี่ยวพันโดยตรงกับสิทธิที่ฟ้องขอให้ศาลรับรอง

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2553 คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักว่า ต้นยางพาราซึ่งเป็นไม้ยืนต้นถือเป็นส่วนควบของที่ดิน ดังนั้น ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินย่อมมีสิทธิในต้นยางพาราที่ปลูกอยู่บนที่ดินนั้นด้วย ระหว่างพิจารณา ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ให้บุคคล ภายนอกเข้าตัดต้นยางพาราในที่ดินโฉนดเลขที่ 1337 และ 1338 เพื่อนำออกขาย การกระทำดังกล่าวถือเป็นการทำให้ ทรัพย์พิพาท “เปลืองไปเปล่า บุบสลาย หรือโอนไปยังผู้อื่น” อันเข้าลักษณะตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (2) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หากภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีศาลฎีกาจึงเห็นว่า เงื่อนไขตามมาตรา 254 (2) ได้รับการพิสูจน์ครบถ้วน กล่าวคือ มีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์พิพาทจะ ถูกทำลายหรือ จำหน่ายก่อนคำพิพากษา และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจไม่อาจชดใช้ได้โดยสะดวก จึงสมควรมีคำสั่ง คุ้มครองชั่วคราวห้ามจำเลยที่ 2 ตัดต้นยางพาราจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

การพิสูจน์กรรมสิทธิ์ที่ดินและผลของโฉนดที่ออกโดยไม่ชอบ


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 944/2546

สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า การมีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเจ้าของที่แท้จริงเสมอไป หากพิสูจน์ได้ว่า เอกสารสิทธิออกโดยไม่ชอบ แม้จะมีการซื้อขายและจดทะเบียนโอนโดยสุจริต ผู้รับโอนก็ไม่อาจได้กรรมสิทธิ์ และศาลมีอำนาจเพิกถอน เอกสารสิทธิดังกล่าวเพื่อคุ้มครองเจ้าของตัวจริงตามกฎหมาย

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9442/2546 คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยโจทก์อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของโจทก์ ซึ่งครอบครองทำประโยชน์มาหลายสิบปี ต่อมานายวานได้นำ ที่ดินดังกล่าวไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และขายต่อให้จำเลยทั้งสอง โดยจำเลยอ้างว่าซื้อมาโดยสุจริต และมีการจดทะเบียนถูกต้อง“ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การพิสูจน์ว่าที่ดินเป็นของผู้ใด หรือการออกเอกสารสิทธิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ สามารถนำสืบด้วยพยานบุคคลได้ เพราะไม่ใช่การนำสืบเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ นายวานไม่มีสิทธิครอบครอง และนำไปออกเอกสารสิทธิและขายต่อให้จำเลย การที่จำเลยทั้งสองซื้อโดยสุจริตและจดทะเบียนถูกต้องก็ไม่ทำให้มีกรรมสิทธิเหนือที่ดิน เพราะหลักกฎหมายกำหนดว่าผู้ซื้อย่อม ด้รับเพียงสิทธิเท่าที่ผู้ขายมีอยู่เท่านั้น เมื่อผู้ขายไม่มีสิทธิ ผู้ซื้อก็ย่อมไม่มีสิทธิ แม้โฉนดที่ดินจะมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อยุติเด็ดขาด สามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้ หากพิสูจน์ได้ว่าการออกเอกสารสิทธิไม่ชอบ ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนโฉนดดังกล่าวได้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยรับรองว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ให้จำเลยส่งมอบที่ดินคืน และเพิกถอนโฉนดที่ออกโดยไม่ชอบ แม้จำเลยจะซื้อโดยสุจริตก็ไม่อาจได้รับสิทธิจากผู้ขายที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7094/2542

สรุปแนวคำพิพากษา:
คดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ โดยมีประเด็นสำคัญว่าหากทรัพย์ที่ถูกเวนคืน เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย เช่น ผู้เช่าที่ดิน เจ้าของที่ดิน และผู้เช่าช่วง เงินค่าทดแทนควรจ่ายให้แก่ผู้ใด และผู้ใดมีสิทธิเรียกร้องแยกต่าง หากจากกัน

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7094/2542 วินิจฉัยว่า โจทก์เช่าที่ดินมีกำหนด 30 ปี เพื่อก่อสร้างตึกแถว โรงภาพยนตร์ และสิ่งปลูกสร้างอื่น ก่อนนำไปให้บุคคลภายนอกเช่าช่วง ต่อมาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกเวนคืน โจทก์จึงเรียกร้องเงินค่าทดแทนทั้งหมดในฐานะเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในฐานะเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิแต่เพียงผู้เดียว เพราะเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า สิ่งปลูกสร้างต้องตกเป็นของเจ้าของที่ดิน ทำให้เจ้าของที่ดินมีส่วนได้เสียในเงินค่าทดแทนด้วย ขณะเดียวกัน ผู้เช่าช่วงที่ได้รับความเสียหายจากการต้องออกจากอาคารเพราะการเวนคืน ก็มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนในส่วนของตนเช่นกัน ศาลจึงวินิจฉัยว่าไม่อาจให้โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนทั้งหมด และการกำหนดเงินค่าทดแทนรวมกันในลักษณะกรรมสิทธิ์รวมก็ไม่ถูกต้อง เพราะสิทธิของแต่ละฝ่ายเป็นสิทธิที่แยกจากกันคำพิพากษานี้ยืนยันว่า การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์อาจก่อให้เกิดสิทธิในเงินค่าทดแทนแก่บุคคลหลายฝ่าย ได้แก่ เจ้าของที่ดิน เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง และผู้เช่าช่วง โดยแต่ละฝ่ายมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนแยกจากกันตามสิทธิและความเสียหายของตน จึงไม่มีผู้ใดมีสิทธิเรียกร้องเงินค่าทดแทนทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว