แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

แบ่งสินสมรส

หย่าแล้วฟ้องแบ่งทรัพย์เพิ่มไม่ได้ หากเคยตกลงชัดเจนท้ายทะเบียนหย่า


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559

สรุปแนวคำพิพากษา:
ในคดีหย่าหลายคนเข้าใจว่าแม้มีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ ก็ยังสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ไม่ระบุไว้ภายหลังได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ยืนยันหลักกฎหมายว่า หากมีการตกลงแบ่งทรัพย์สินไว้ชัดเจนท้ายทะเบียนหย่าแล้ว คู่หย่าไม่มีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์สินอื่นได้อีก เพราะถือว่าเป็น “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ซึ่งมีผลทางกฎหมายผูกพันทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคดีและผลทางกฎหมายของการตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อหย่า

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7860/2559 ตามคดีนี้โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนหย่าโดยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียน หย่าเรื่องทรัพย์สินไว้อย่างชัดเจน โดยจำเลยยอมยกบ้านและที่ดินให้โอนรถยนต์ให้โจทก์ 2 คัน จ่ายเงินให้อีก 3,500,000 บาท รับภาระหนี้สินทั้งหมด และรับสิทธิดูแลบุตรผู้เยาว์ 3 คน ซึ่งจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว โดยมีพยานคนกลาง และนายทะเบียนร่วมลงลายมือชื่อต่อมาโจทก์ได้ยื่นฟ้องขอแบ่งสินสมรสเพิ่มเติมอีกหลายรายการ (รวมมูลค่ากว่า 47 ล้านบาท) โดยอ้างว่าบันทึกข้อตกลง นั้นไม่มีข้อความ ระบุว่า “ไม่ติดใจเรียกร้องทรัพย์สินอื่นอีก” ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 (ก) มีจุดมุ่งหมายให้จัด การแบ่ง ทรัพย์สินให้เสร็จสิ้นก่อนแยกจากกัน ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าดังกล่าว จึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินและเป็น "สัญญาประนีประนอม ยอมความ” ตามมาตรา 850 ที่ต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน แม้จะไม่ระบุข้อความตัดสิทธิ์ทรัพย์สินอื่นไว้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธิเรียกร้อง ในทรัพย์สิน อื่น ๆ ที่ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปทันทีตามมาตรา 852ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ามีผลผูกพันเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่เสร็จเด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งทรัพย์สินอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ได้อีก

สมรสยังไม่สิ้น โอนทรัพย์ไม่ได้ ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างเครือญาติ


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531

สรุปแนวคำพิพากษา:
หลายคนเข้าใจว่า เมื่อสามีภริยาทำข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว ย่อมสามารถจัดการทรัพย์สินได้ตาม ข้อตกลงทันที แต่ในความเป็นจริง หากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าตามกฎหมาย ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็น “สินสมรส” และคู่สมรสอีกฝ่ายยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531 เป็นตัวอย่างสำคัญที่วางหลักว่า การโอนสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอาจถูกเพิกถอนได้ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้รับโอนทราบข้อเท็จจริงหรือมีพฤติการณ์ไม่สุจริตในการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าว

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2531โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยา โดยชอบด้วยกฎหมายและได้ทำหนังสือหย่า พร้อมข้อตกลง ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาทั้งสองไม่ได้จดทะเบียนหย่า จำเลยที่ 1 กลับโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องเขยโจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน โดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 รับโอนทรัพย์สินโดยไม่สุจริตศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าการหย่าย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินจึงยังใช้ บังคับไม่ได้ และที่ดินพิพาทยังคงเป็นสินสมรส โจทก์ไม่อาจอ้างตนเป็นเจ้าของที่ดินแต่เพียงผู้เดียวได้ อย่างไรก็ตาม โจทก์ยังมีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง และมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนที่กระทำโดยไม่ได้รับความยินยอม สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่าเป็นญาติใกล้ชิดของจำเลยที่ 1 ทราบถึงข้อพิพาทและสถานภาพสมรสของคู่กรณีอยู่แล้วแต่ยังรับโอนที่ดินต่อไป จึงถือว่าเป็นผู้รับโอนโดยไม่สุจริตศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินและโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนเป็นชื่อจำเลยที่ 1 ตามเดิม โดยวางหลักว่า ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสจะมีผลได้ก็ต่อเมื่อการหย่าสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วเท่านั้น

อยู่กินก่อนแต่ง แบ่งทรัพย์ได้ไหม


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540

สรุปแนวคำพิพากษา:
หลายคู่ชีวิตในสังคมไทยเริ่มต้นจากการ “อยู่ก่อนแต่ง” โดยยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ระหว่างนั้นก็ช่วยกันสร้างตัวและซื้อทรัพย์สินร่วมกัน เช่น บ้าน ที่ดิน หรือกิจการ ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง หลายคนสงสัยว่าหากทรัพย์นั้นเป็นชื่อของอีกฝ่ายตนยังมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ให้คำตอบชัดเจนว่า แม้ทรัพย์สินจะถูกซื้อในช่วงก่อนจดทะเบียนสมรส ก็สามารถฟ้องขอแบ่งได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันจริงตามหลักกรรมสิทธิ์รวม

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4382/2540 ได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนการสมรสไว้ชัดเจน คดีนี้โจทก์และ จำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรส และร่วมกันทำมาหาได้จนสามารถซื้อที่ดินพิพาทได้ แม้จะจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ไว้ในชื่อจำเลยเพียงผู้เดียวก็ตามต่อมาทั้งสองแยกกันอยู่ โจทก์จึงขอแบ่งที่ดินโดยอ้างว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาร่วมกันคนละครึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่คู่กรณีได้มาร่วมกันก่อนสมรสเป็นทรัพย์สินส่วนตัว มิใช่สินสมรสแม้ภายหลัง จะจด ทะเบียนสมรสกันแล้วก็ไม่ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสได้ หากเป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่ละฝ่าย ย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินตามส่วนของตน และสามารถเรียกให้แบ่งทรัพย์ได้ตามกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเกิดจากเงินที่ทั้งสองร่วมกันหามาได้ และโจทก์ได้มีหนังสือขอแบ่งทรัพย์ไปยังจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ยินยอมแบ่งให้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอแบ่งที่ดินได้คดีนี้วางหลักว่า ทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันก่อนสมรสไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่กรณี และแต่ละฝ่ายมีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินตามส่วนของตนได้ แม้ภายหลังจะจดทะเบียนสมรสกันแล้วก็ตาม

ยังไม่หย่า เรียกแบ่งสินสมรสไม่ได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535

สรุปแนวคำพิพากษา:
หลายคนเข้าใจว่า หากคู่สมรสนำทรัพย์สินไปขายโดยไม่ขออนุญาตอีกฝ่าย จะสามารถฟ้องร้องเรียกเงินคืนได้ทันที แต่คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นว่า “การแบ่งสินสมรส” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “หย่าขาด” อย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แม้คู่สมรสจะขายทรัพย์สินไปโดยไม่ชอบ แต่ถ้ายังไม่ได้หย่า ก็ยังไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ขายทรัพย์สินนั้นมาแบ่ง

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3961/2535 โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้นำรถยนต์ซึ่ง เป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอเพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่งจากราคาขายรถยนต์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินไว้เป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินย่อมอยู่ ภายใต้บทบัญญัติ เรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยมาตรา 1533 กำหนดให้แบ่งสินสมรสได้เมื่อมีการหย่าเท่านั้น และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อรอการแบ่งภายหลัง แม้จำเลยที่ 1 จะขายรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปแล้ว แต่กฎหมายถือเสมือนว่ารถยนต์ยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งสินสมรสเมื่อมีการหย่าในอนาคต ดังนั้น ขณะที่คู่สมรสยังไม่ได้ หย่ากัน โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้อง ส่วนแบ่งสินสมรสเป็นตัวเงินศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง โดยวางหลักว่าการแบ่งสินสมรสเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง แม้สินสมรสจะถูกจำหน่ายไปก่อน กฎหมายก็ให้ถือว่ายังคงมีทรัพย์สินนั้นอยู่เพื่อรอการจัดแบ่งภายหลัง

แม้ถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545

สรุปแนวคำพิพากษา:
การหย่าไม่ใช่แค่เรื่องความสัมพันธ์ที่สิ้นสุด แต่ยังหมายถึงการจัดการทรัพย์สินร่วมให้เรียบร้อยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกานี้ย้ำชัดว่า แม้แต่ฝ่ายถูกฟ้องหย่าก็มีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งทรัพย์สินได้ เพื่อให้ปัญหาทรัพย์สินจบไปพร้อมกับการเลิกสมรส และยังให้แนวทางการพิจารณาทรัพย์สินที่ปะปนระหว่าง “สินสมรส” กับ “สินส่วนตัว” ได้อย่างชัดเจน

บทความน่าสนใจ:
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4650/2545 คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสระหว่างที่คู่สมรสยังไม่ได้หย่ากัน โดยโจทก์ และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันถูกต้อง และไม่ได้ทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินก่อนสมรส ต่อมาจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 50,000 บาท โดยไม่ได้รับความยินยอม จากโจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอน หรือให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 25,000 บาท อันเป็นส่วนแบ่ง จากราคาขายรถยนต์ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความสัมพันธ์ด้านทรัพย์สินของคู่สมรสต้องเป็นไปตามบทบัญญัติเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 กำหนดให้การแบ่งสินสมรส เกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการหย่ากันแล้ว เท่านัน และมาตรา 1534 บัญญัติว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดจำหน่ายสินสมรสไปโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือเพื่อ ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ให้ถือเสมือน ว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งกันเมื่อมี การหย่าเมื่อคดีในชั้นฎีกา เหลือเพียงคำขอให้ชำระเงิน 25,000 บาท ซึ่งเป็นการเรียกร้อง ส่วนแบ่งในสินสมรสทั้งที่คู่สมรส ยังไม่ได้หย่ากันโจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวคำพิพากษานี้วางหลักว่า การแบ่งสินสมรสทำได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยการหย่าเท่านั้น แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่ง จะนำสินสมรส ไปจำหน่ายโดยไม่ได้รับความยินยอม กฎหมายก็ให้ถือว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อแบ่งกันภายหลัง จึงยังไม่อาจฟ้องเรียกส่วนแบ่งเป็นตัวเงินได้ในระหว่างที่การสมรสยังคงอยู่