ณ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายออกมาคุ้มครองในเรื่องการอุ้มบุญ แต่หากการอุ้มบุญมีความเกี่ยวโยงกับการกระทำในเรื่องอื่นๆก็อาจจะไปเข้ากฎหมายอื่นๆได้ เช่น แม่อุ้มบุญทำแท้งก็จะไปเข้าในเรื่องกฎหมายอาญา หรือหากอุ้มบุญครบตามกำหนดภายหลังคลอดเด็กออกมาแล้วนำไปทำสเต็มเซลล์แล้วฆ่าเด็กก็จะผิดในเรื่องการค้ามนุษย์
การอุ้มบุญนั้นมีหลายกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงได้ทีการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจาณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถ้าหากร่างนี้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะสามารถเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญ ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดให้มีการตั้งครรภ์แทน ผู้รับตั้งครรภ์แทน เอเจนซี่ แพทย์ และสถานประกอบการ
ในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันทางการแพทย์ได้กำหนดหลักเกณฑ์การอุ้มบุญไว้ 2 ประการ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการแสดงความคิดเห็น
- ผู้ที่จะอุ้มบุญห้ามเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน
- ผู้ที่จะรับอุ้มบุญได้ต้องเคยมีบุตรมาก่อน
ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มบุญ ชาวต่างชาติจึงนิยมมาอุ้มบุญกันที่ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก
แต่ถึงจะยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการอุ้มบุญแต่ก็มีข้อบังคับของแพทยสภา ซึ่งควบคุมเรื่องการอุ้มบุญ แต่เป็นการควบคุมในส่วนของตัวแพทย์ และสถานให้บริการทางการแพทย์เท่านั้น โดยข้อกำหนดแพทยสภากำหนดหลักเกณฑ์ดังนี้
1. เจ้าของอสุจิกับเจ้าของไข่จะต้องเป็นผู้ที่จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
2. อสุจิกับไข่ที่ผสมกัน และนำไปฝากที่ตัวแม่ผู้อุ้มบุญนั้น แม่ผู้อุ้มบุญจะต้องเป็นญาติกับคู่สามีหรือภรรยาเท่านั้น แต่ห้ามเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดาน เว้นแต่ จะไม่มีบุคคลดังกล่าว ให้ขออนุญาตจากแพทยสภาเป็นกรณี
3. ไมว่ากรณีใดๆ ห้ามมีการซื้อขายอสุจิ ไข่ และห้ามรับจ้างอุ้มบุญโดยได้รับค่าตอบแทน
หากครบหลักเกณฑ์ 3 ข้อดังกล่าว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการอุ้มบุญ หรือสถานประกอบการซึ่งได้จดทะเบียนกับแพทยสภาไว้แล้วจึงจะสามารถทำการอุ้มบุญให้ได้
ซึ่งปัจจุบันมีแพทย์ที่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจำนวน 45 คน ดังนั้นนอกเหนือจากแพทย์ดังกล่าวข้างต้นฝ่าฝืนทำจะมีความผิดตามแพทยสภา แต่ตัวผู้ที่รับอุ้มบุญยังไม่สามารถเอาผิดได้เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายมาควบคุม มีเพียงข้อบังคับที่ใช้บังคับกับแพทย์เท่านั้น